อุตฯไทย เผชิญความท้าทาย 3 โจทย์ใหญ่ เปลี่ยนผ่าน สร้างสมดุล สันดาป -EV

กระทรวงอุตสาหกรรม
“พิมพ์ภัทรา” เผย อุตฯไทยเผชิญความท้าทาย 3 โจทย์ใหญ่ เปลี่ยนผ่าน สร้างสมดุล สันดาป -EV

“พิมพ์ภัทรา” ชี้ฮอนด้าย้ายโรงงานผลิต แค่ปรับปรุงการผลิตภายในลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพโรงงานที่อยุธยาผลิตชิ้นส่วนส่งออกป้อนในประเทศมากขึ้น รับการปรับการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเผชิญ 3 โจทย์ยากทั้งรัฐบาล ผู้ผลิต ผู้บริโภค นโยบายดึงEV ยังจำเป็น หารือ JCC ,เจโทร เปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยห่วงต้นทุนเพิ่มหาก เผยสัปดาห์หน้า GAC AION อีกค่านถEV จีนเตรียมเปิดโรงงานในไทยกำลังการผลิต 5 หมื่นคัน

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย ถึงกรณีที่บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้ประกาศย้ายโรงงานผลิต และส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป จากโรงงานที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปโรงงานที่ จังหวัดปราจีนบุรี ว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบ รายงาน เรื่องดังกล่าวแล้ว โดยการย้าย โรงงานในครั้งนี้ เป็นไปตามแผนที่ ฮอนด้า ได้มีการปรับแผนภายในโดยย้ายโรงงานผลิตและส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ไปอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีแทน ส่วนโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังมีอยู่แต่ปรับจากกการผลิตรถยนต์มาเป็นการผลิตและส่งออกชิ้นส่วนที่ผลิตออกจากโรงงานนี้แทนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ที่ผ่านมาบริษัท ฮอนด้าฯ ได้มีการย้ายการผลิตส่วนหนึ่งไปแล้วหลังจากที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศเมื่อปี 2554 และครั้งนี้ก็เห็นว่าเป็นการย้ายฐานการผลิตไปรวมกันมากกว่า ส่วนหนึ่งก็ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้นด้วย กรณีของฮอนด้าไม่เหมือนกับอีซุซุ กับซูบารุที่ปิดโรงงานไปก่อนหน้านี้”

รมว.อุตสาหกรรมเปิดเผยด้วยว่าปัจจุบันเป็นช่วงปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งปัญหาความยากในช่วงนี้คือการเผชิญปัญหาทั้งในส่วนของรัฐบาลในการกำหนดนโยบายที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างรถEV และรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ซึ่งในส่วนของรถEV นั้นถือว่าเป็นโจทย์ที่สำคัญในอนาคตทั้งเรื่องการการลงทุนใหม่และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ผู้ผู้ผลิตรถยนต์สันดาปก็มีความสำคัญมากเพราะเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นจำนวนมากซึ่งกระทรวงมีความเป็นห่วงในส่วนนี้เช่นกัน

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทุกค่ายก็ได้มีการปรับตัว ขณะที่ค่ายรถยนต์ใหม่ ๆ ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็มีการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยด้วย ซึ่งส่วนตัวมองว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ตอนนี้ก็มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของค่ายรถยนต์ต่าง ๆ แต่ทั้งหมดเชื่อว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการใช้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ในหลาย ๆ ประเภทในอนาคต การจะผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์แต่ละแห่งยังตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ทั้ง ICE และEV สิ่งสำคัญที่สุดคือ จะต้องหาทางบริหารจัดการจัดการ และหาทางสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ที่หลากหลายมากขึ้น

เมื่อถามว่าค่ายรถยนต์หลายแห่งมีปัญหาเรื่องยอดขายและกำลังการผลิตในส่วนนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะนัดหารือกับผู้ประกอบการหรือไม่นั้น รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าที่ผ่านมามีการหารือร่วมกันกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร (JETRO) และหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ไปแล้ว โดยยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

โดยประเด็นที่ได้มีการหารือกับหน่วยงานของญี่ปุ่นพบว่าประเด็นที่มีการสอบถามจากเอกชนญี่ปุ่นก็คือประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนมาตรฐานน้ำมันเป็นยูโร 5 และยูโร 6 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการและค่ายรถเพิ่มขึ้นอีกได้ในอนาคตซึ่งต้องการความชัดเจนและแน่นอนของนโยบายนี้

“ที่ผ่านมาได้คุยกับทางเอกชนญี่ปุ่นไปแล้ว ก็มีข้อเสนอหลายอย่าง ซึ่งรัฐบาลก็กำลังพิจารณา แต่สิ่งที่เป็นห่วงตอนนี้คือ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับซัพพลายเชน ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีของไทย จึงขอความร่วมมือว่าให้ช่วยเหลือกัน เพราะตอนนี้เทรนความต้องการรถยนต์เปลี่ยนไป โดยอยากให้มองว่า แม้จะมีEV เข้ามา มุมบวกก็มีกับ ICE เหมือนกัน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็พยายามหาทางช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้สัปดาห์หน้าจะเดินทางไปร่วมงานเปิดโรงงานรถ EV แบรนด์ GAC AION ซึ่งผลิตรถยนต์EV อีกแห่งที่จะเปิดในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงการใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตรถยนต์ EV ในภูมิภาคของไทย โดยโรงงานเฟสแรกของ GAC AION มีการลงทุนกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ บาท ด้วยแผนการผลิตจำนวน 50,000 คันแรก โดยจะเป็นโรงงานแห่งแรกของ GAC ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน และจะผลิตรถยนต์รุ่นพวงมาลัยขวา ในรูปแบบของ Completed Knocked Down

กระทรวงอุตสาหกรรม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กระทรวงอุตสาหกรรม เริ่มย้าย “กากแคดเมียม” ไปฝังกลบที่จ.ตากพรุ่งนี้!