ส่องอนาคต “ ทุเรียน ไทย ” ส่อเสียแชมป์โลกจริงหรือไม่??

ส่องอนาคต “ ทุเรียน ไทย ” ส่อเสียแชมป์โลกจริงหรือไม่??
ส่องอนาคต “ ทุเรียน ไทย ” ส่อเสียแชมป์โลกจริงหรือไม่??

ทุเรียน “ราชาแห่งผลไม้เมีองร้อน” พืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของไทย ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดจีน และหลายประเทศในเอเชีย

ทำให้หลายปีมานี้ ไทย ขึ้นแท่น ผู้ส่งออกทุเรียน อันดับ 1” ของโลก และครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในจีน

แต่ปัจจุบัน ความเป็น “แชมป์” ของไทยกำลังสั่นคลอน และถูกท้าทายจาก “เวียดนาม” คู่แข่งสำคัญในสินค้าเกษตรหลายชนิดในโลก และไม่แน่ ในอนาคตอันใกล้นี้ ไทยอาจเสียแชมป์ได้!!

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

จากการประเมินความเสี่ยงของทุเรียนไทยในช่วง 5 ปี โดย “รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พบว่า ไทยมีมูลค่าส่งออกทุเรียนสดเพิ่มขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มจาก 45,481 ล้านบาทในปี 62 เป็น 178,136 ล้านบาทในปี 66 ส่วนปี 67 คาดจะเพิ่มขึ้นอีก และสร้างรายได้ให้ผู้เกี่ยวข้องสูงถึง 980,000 ล้านบาท

และในอีก 5 ปี หรือในปี 71 ไทยจะยังคงครองแชมป์ผู้ส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของโลก และครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอันดับ 1 ในตลาดจีนได้

แต่หลังจากนั้น มีโอกาสที่ทุเรียนจากเวียดนาม  จะแซงหน้าไทยในจีนได้ เพราะทุเรียนไทยมีความเสี่ยงหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ปัญหา หากรัฐบาลแก้ไขไม่สำเร็จ

เปิดความเสี่ยงทุเรียนไทยที่รอแก้ไข

สำหรับความเสี่ยงที่สำคัญ ความเสี่ยงแรก คือ ภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ คาดการณ์ ใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 67-71 หากเกิดภัยแล้งและน้ำไม่เพียงพอ ผลผลิตจะลดลง 53% หรือหายไป 640,000 ตัน จากปกติที่มีราว 1.4 ล้านตัน เฉพาะปี 67 ลดลง 42% หายไป 540,000 ตัน

ขณะที่ผลผลิตเวียดนามเพิ่มขึ้นมาก เพราะปลูกบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 57 ผลผลิตเพิ่มขึ้น 200% จาก 270,000 ตัน เป็น 825,000 ตันในปี 66

และผลจากภัยแล้ง ที่ทำให้ทุเรียนไทยออกสู่ตลาดล่าช้ามาจนถึงเดือนพ..นี้ จากปกติจะออกช่วงเดือนเม..เป็นต้นมา และยังมีปริมาณลดลง ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ การส่งออกของเวียดนามไปจีนแซงหน้าไทยแล้ว โดยส่งออกได้ 36,800 ตัน และไทย 17,900 ตัน

แต่คาดว่า ทั้งปีนี้ ไทยจะยังคงส่งออกไปจีนสูงสุด ที่ 808,470 ตัน และเวียดนาม 546,502 ตัน

ความเสี่ยงที่สอง ต้นทุนผลิต และต้นทุนการขนส่งสูง โดยเฉลี่ยต้นทุนผลิตไทยเพิ่มขึ้นกิโลกรัม (กก.) ละ 10 บาทต่อปี โดยปี 67 อยู่ที่กก. ละ 40 บาท เพิ่มจากปี 66 ที่กก.ละ 30 บาท

ส่วนเวียดนาม กก.ละ 19 บาท เพิ่มจากกก.ละ 15 บาท ต่างกันกก.ละ 21 บาท และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นอีก ส่วนต้นทุนค่าขนส่งของไทยก็แพงกว่าเวียดนาม เพราะเวียดนามอยู่ใกล้จีนมากกว่า ส่งผลให้ราคาขายทุเรียนไทยในจีนสูงกว่าเวียดนามกิโลกรัม (กก.) ละ 40-50 บาท

ความเสี่ยงที่สาม ผลผลิตเกือบ 100% พึ่งพาจีนเพียงตลาดเดียว ไม่กระจายส่งออกไปตลาดอื่น ทำให้มีความเสี่ยงมาก หากจีนลดการนำเข้าจากไทย

ความเสี่ยงอื่นๆ คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน มีการเร่งตัดทุเรียนอ่อน และขาดแคลนแรงงานเก็บทุเรียน รวมถึงพึ่งพาล้งจีนมากเกินไป (ผู้รวบรวมผลผลิต คัดแยก และส่งออก) เพราะล้งไทย แข่งขันไม่ได้ด้านเงินทุน

ทุเรียน “ราชา แห่งผลไม้เมีองร้อน”
ทุเรียน “ราชา แห่งผลไม้เมีองร้อน”

ไทยจำเป็นต้องแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด่วนที่สุด เพื่อให้ทุเรียน และพืชอื่นๆ มีน้ำเพียงพอ รวมถึงเน้นคุณภาพของทุเรียน เพื่อให้แข่งขันกับผลผลิตเวียดนาม ที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพดีขึ้น รวมถึงหาตลาดส่งใหม่ๆ เช่น ฮ่องกง อินเดีย สหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง เพื่อให้ไทยยังคงครองอันดับ 1 ไว้ทั้งในตลาดโลก และในตลาดจีน นายอัทธ์กล่าว

จีนปลูกทุเรียนเองส่อลดนำเข้า

แต่ความเสี่ยงของไทยยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน ระบุว่า จีนเป็นตลาดบริโภคทุเรียนใหญ่ที่สุดในโลก ปี 66 นำเข้าทุเรียน 6,699 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณ 1.42 ล้านตัน ทั้งปริมาณและมูลค่าเติบโตเกือบ 3 เท่าจากปี 63 โดยนำเข้าจากไทย 65.19% และ เวียดนาม 34.55%

แต่ด้วยความต้องการที่มากขึ้น และปริมาณการนำเข้าไม่เพียง ทำให้จีนต้องหันมาเพาะปลูกเอง โดยเลือกมณฑลไห่หนาน มณฑลกวางตุ้ง มณฑลยูนนาน และไต้หวัน เป็นแหล่งทดลองปลูกทุเรียนจากมาเลเซีย

ล่าสุด ปี 66 ทุเรียนจากเมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน เริ่มเข้าสู่ตลาด และเป็นที่จับตามองของตลาด แต่ผลผลิตยังมีเพียง 50 ตัน แต่ปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 250 ตัน

ทุเรียนของจีน จะกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย นอกจากเวียดนาม เพราะมีคุณภาพดี มีความได้เปรียบด้านการขนส่ง ใกล้แหล่งบริโภค รับประกันความสดและความสุก รวมถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูงของจีน ที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม

ประกอบกับ ทุเรียนไทย มีการแข่งขันกับเวียดนามอยู่แล้ว อีกทั้ง จีนยังได้อนุญาตนำเข้าทุเรียนสดจากฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพิ่มเติม ยิ่งทำให้การแข่งขันยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ต้องเร่งส่งเสริมการพัฒนา ลดต้นทุนผลิต รักษาคุณภาพ มาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ที่สอดคล้องกับความต้องการในตลาดจีน

รวมถึงสร้างแบรนด์ทุเรียนไทยที่มีคุณภาพสูง ประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์ของทุเรียนไทย ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ขยายช่องทางทำตลาด และพัฒนาช่องทางการขนส่งที่หลากหลาย นอกเหนือจากการขนส่งทางบก เป็นต้น

เพื่อให้ทุเรียนไทย สามารถครองแชมป์ผู้นำทุเรียนในตลาดจีน และในโลกได้!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไทย ดันเต็มที่ ส่งออก ทุเรียนไทย ไปจีนผ่าน16ด่าน