นายกฯ สั่งเพิ่มศักยภาพห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของภูมิภาค

เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ สั่งเพิ่มศักยภาพห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของภูมิภาค
เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ สั่งเพิ่มศักยภาพห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของภูมิภาค

นายกฯ เชื่อมั่นไทยวางรากฐานชัดเจน พร้อมเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) หลัง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นายกฯ ประกาศสานต่อแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมรองรับทุกการลงทุนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยังคงมุ่งมั่น ทำงานเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มศักยภาพประเทศรองรับการผลิต การเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของภูมิภาค และดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub)

ทั้งนี้ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามเมื่อวานนี้กับบริษัทธนบุรีมอเตอร์ สานต่อแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากับบริษัทฯ ไทยอีก 10 ปี

เมอร์เซเดสเบนซ์ ต่อสัญญาประกอบมนไทยอีก 10 ปี

นายชัย กล่าวว่า นายกฯ เชื่อมั่นในการทำงานอย่างหนัก สนับสนุนทุกโอกาส ผลักดันประเทศตามวิสัยทัศน์ IGNITE Thailand ที่กำหนดไว้ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนทุกโอกาส ความพร้อม เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันนี้ จึงทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีคุณค่าของภูมิภาคสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย และ สานต่อแผนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ประกาศลงนามต่อสัญญาว่าจ้างกับ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด เป็นระยะเวลา 10 ปี ในฐานะพันธมิตรระยะยาว ที่มีบทบาทในการประกอบรถยนต์และผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

รวมถึงขานรับนโยบาย ผลักดันแนวคิด Circular Economy ประเดิมด้วยการส่งมอบเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Cellblocks) ขนาด 2 MWh ซึ่งรวบรวมมาจากแบตเตอรี่ แรงดันสูงที่ใช้ทดสอบในกระบวนการผลิต ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายในเดือนกรกฎาคม 2567 เพื่อ นำไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนการวิจัย พัฒนา และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคมไทย

สนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ

รวมถึงการยกระดับบุคลากรไทย และสนับสนุนการทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศให้มีมาตรฐานระดับโลก “นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าด้วย การกำหนดวิสัยทัศน์ และการทำงานอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมาอย่างมีแบบแผน เพื่อ ให้ประเทศไทยมีการพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เหมาะสมแก่การลงทุน เต็มไปด้วยศักยภาพที่จะเอื้อประโยชน์แก่การลงทุน พร้อมพัฒนา ให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จะทำให้ประเทศไทยมีคุณสมบัติ ที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้ ซึ่งต้องขอบคุณทุกความเชื่อมั่น ในการลงทุนในไทย และ ร่วมแลกเปลี่ยนการพัฒนาสู่บุคลากรไทย พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าดอก ผล ของการทำงานหนัก เตรียมความพร้อม ของไทยนี้ จะแสดงผลสำเร็จให้เห็นอย่างต่อเนื่อง” นายชัย กล่าว

ทำเนียบรัฐบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไทย ยื่นข้อเสนอให้เทสล่าใช้พลังงานสีเขียว100%ใช้เป็นฐานผลิตรถยนต์EV

เกี่ยวกับ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จ ากัด (“บริษัท” หรือ “MBTh”) ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 โดยมีธุรกิจหลักคือ การนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ของกลุ่มเดมเลอร์ในประเทศไทย ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เดมเลอร์ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จ ากัด ในปี 2542 และ ต่อมาเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด อีกครั้ง เมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 มีบริษัท เดมเลอร์ เอจี (“DAG”) เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99.99 และมีบริษัทย่อยสองแห่งที่บริษัทถือ หุ้นร้อยละ 99.99 อันได้แก่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (“MBLT”) ซึ่งประกอบธุรกิจให้สินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์ และ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (“MBMTh”) ซึ่งประกอบธุรกิจนำเข้าชิ้นส่วนสำเร็จรูปรถยนต์และประกอบในประเทศ