“เฉลิมชัย” ร่วมดีใจ “โลมาหลังโหนกฝูง 2” อวดโฉมทะเลชายฝั่ง เมืองคอน



  • ย้ำขอทุกคนมีส่วนร่วมกับมาตรการ
  • อนุรักษ์สัตว์น้ำส่งต่อสู่ลูกหลาน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กรมประมง ได้รายงานถึงการพบ “ฝูงโลมาหลังโหนก” จำนวน 5-8 ตัว ว่ายน้ำหากินบริเวณทะเลชายฝั่งอ่าวท้องเนียน ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยบริเวณจุดที่พบอยู่ใกล้กับบริเวณซั้งบ้านปลากลุ่มเขาออกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางของกรมประมง ในการอนุรักษ์สัตว์ทะเล ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนประมง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และแสดงให้เห็นผลสำเร็จในการดำเนินการปกป้องทรัพยากรสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการมอบเป็นนโยบายให้กรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเน้นการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ และเพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการช่วยปกป้องทรัพยากรสัตว์น้ำให้พร้อมส่งต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป จึงขอให้พี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ให้ความร่วมมือในการมีส่วนร่วมตามมาตรการต่างๆ ของกรมประมง เพื่อร่วมกันอนุรักษสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนตลอดไป

ด้าน นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานจากหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลสิชล (นครศรีธรรมราช) กองตรวจการประมง กรมประมง ขณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกัน ออกปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการทำประมงพื้นที่เขตทะเลชายฝั่ง ได้พบฝูงโลมาหลังโหนก (Indopacific humpback dolphin) มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sousa chinensis จำนวน 5-8 ตัว ว่ายน้ำอยู่ตามแนวเขตชายฝั่งทะเล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หลังพบโลมาฝูงแรกขึ้นในพื้นที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำที่ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง

“ กรมประมงนอกจากจะดำเนินการผลักดันแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม พ.ศ.2566-2570 ภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (MMPA) เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำเพื่อคุ้มครองสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม (Marine Mammal Protection Act : MMPA) ของสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง

“ซึ่งกรมประมงได้ดำเนินโครงการควบคุมเฝ้าระวังพื้นที่ทำการประมงในบริเวณพื้นที่เสี่ยงต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการใช้เครื่องมือทำการประมงที่อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายในการดำเนินโครงการในบริเวณแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ครอบคลุมพื้นที่ทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ส่วนในด้านการบังคับใช้กฎหมาย กรมประมงได้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึดหลักการ 3 ป. ป้อง ปราม ปราบ

“โดยขั้นต้นเน้นลงพื้นที่พูดคุยกับพี่น้องชาวประมงประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมายภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการทำการประมงผิดกฎหมาย อาทิ การทำการประมงในพื้นที่ห้ามใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย หรือการใช้เครื่องมือประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง การใช้เครื่องมือประมงอย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงการช่วยเหลือสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมเบื้องต้น ฯลฯ”

อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม นอกจากการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ นั่นคือ การมีส่วนร่วมของพี่น้องชาวประมงทุกท่าน โดยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมประมงได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง และโครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนประมง ให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 69 ชุมชน อีกทั้ง ทางชุมชนประมงในพื้นที่จังหวัดได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรโดยกิจกรรรมภายใต้โครงการ ประกอบด้วย การจัดทำแนวเขตบริหารจัดการทรัพยากร การสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การจัดทำธนาคารสัตว์น้ำ (ปูม้า) การเฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ของตน

“กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับทางกรมประมง การพบโลมาหลังโหนกบริเวณตามแนวเขตชายทะเลพื้นที่ใกล้เคียงในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน สะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดมาตรการคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศสร้างความหลากหลายของสัตว์น้ำทะเลกลุ่มเลี้ยงลูกด้วยนม ในท้องทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์เอื้อต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์และคุ้มครองโลมาและทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืนสืบต่อไป” อธิบดีกรมประมง กล่าวในที่สุด