
วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม หมอไม่ทน ได้สร้างแคมเปญบน change.org พร้อมระบุว่า จะมีการนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 1.5 ล้านโดส ที่ได้รับบริจาคจากประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ โดยศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาด โควิด-19
วางแผนว่าจะเตรียมให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าเป็นบูสเตอร์โดส 1 เข็ม ผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรัง 7 โรค, ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย เน้นผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีความจำเป็นต้องฉีด ไฟเซอร์ ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา
ขณะนี้บุคลากรทางการแพทย์หลายแห่ง ถูกบังคับ หรือถูกโน้มน้าวว่าจะไม่มีวัคซีนดังกล่าวเข้ามา รวมถึงหลายที่ออกนโยบายให้บุคลากรต้องรับวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 เป็น แอสตร้าเซนเนก้า ทาง ‘หมอไม่ทน’ จึงขอตั้งข้อสังเกตต่อความรีบร้อนในการฉีด แอสตร้าเซนเนก้า ให้บุคลากรเป็นการเร่งด่วน
ซึ่งอาจจะพอพูดได้ว่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งได้รับ ซิโนแวค สองเข็มแล้ว แต่ยังมีการติดเชื้ออยู่ สร้างความกดดัน เพิ่มภาระการทำงานเมื่อผู้ร่วมงานติดเชื้อ และทำให้ไม่ไว้วางใจในการทำงานของรัฐบาล จากการตัดสินใจวางแผนวัคซีนที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
‘หมอไม่ทน’ จึงขอเชิญชวนประชาชน เฝ้าจับตาการมาถึงของไฟเซอร์ ในอีก 7 วันต่อจากนี้ เพื่อให้วัคซีนไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับตามความเสี่ยงและความจำเป็น ไม่ให้มีการบิดเบี้ยวของแผนไปให้หน่วยงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นที่ยากจะรับได้

บุคลากรทางการแพทย์ควรได้ฉีดบูสเตอร์โดส ด้วยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสามารถดูแลประชาชนได้เต็มที่ และกลุ่มเสี่ยงเช่นผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง ควรได้รับวัคซีน ไฟเซอร์ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและอาการรุนแรงมากกว่าวัคซีนที่มีการศึกษาแล้วว่ามีประสิทธิภาพน้อยกว่า
‘หมอไม่ทนยัง’ ยืนยันการเรียกร้อง mRNA vaccine เป็นวัคซีนหลักให้คนไทยทุกคน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีน คือการลดโอกาสการมีชีวิตรอดของประชาชน
หลังจากแคมเปญดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวทวิตเตอร์ได้ตั้งขอสันนิษฐานต่าง ๆ ถึงเหตุผลที่บุคลากรทางการแพทย์ถูกเร่งให้ฉีดวัคซีนยี่ห้อ แอสตร้าเซนเนก้า เป็นวัคซีนบูสเตอร์เข็ม 3 แทนที่จะได้ยี่ห้อ ไฟเซอร์ ในอีก 7 วันนี้กันมากมาย










