“ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” แกร่ง Q2 ปี 66 ยอดขายฉลุย 3.4 หมื่นล้าน กระแสเงินสดปึ้ก 3.3 พันล้าน-กำไรดำเนินงานสูงขึ้น 8.2%



  • บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ไตรมาส 2 ปี’66 กวาดยอดขาย 34,057 ล้านบาท
  • รักษากระแสเงินสดคงที่ไว้ได้ 3,319 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 1,777 ล้านบาท
  • ตีปีกรอรับปันผลระหว่างกาล 30 สตางค์/หุ้น 4 ก.ย.66

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “TU” เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีกำไรจากการดำเนินงานได้ 1,777 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยยังคงสามารถรักษาระดับกระแสเงินสดไว้อย่างแข็งแกร่ง 3,319 ล้านบาท ด้วยกลยุทธ์การบริหารเงินทุนหมุนเวียนสุทธิให้ดีขึ้น พร้อมกับบันทึกกำไรขั้นต้นในระดับคงที่เท่ากับปีที่ผ่านมาคือ 16.9% ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายจากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเตรียมประกาศจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.30 บาทต่อหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นวันที่ 4 กันยายน 2566 พร้อมทั้งเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 สิงหาคม 2566 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 22 สิงหาคม 2566

โดย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2566 ทำยอดขายได้ 34,057 ล้านบาท ลดลง 12.6 % จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากคู่ค้าทั่วโลกมีปริมาณสินค้าคงคลังในระดับสูง ผนวกกับการขนส่งสินค้าปรับตัวสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าชะลอตัวลง ขณะเดียวกันก็ทำกำไรสุทธิได้ 1,029 ล้านบาท ลดลง 36.7% สาเหตุหลักจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากไอ-เทล คอร์ปอเรชั่นลดลง เป็นผลจากสัดส่วนหุ้นของไทยยูเนี่ยนถือครองลดลง

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณทั่วโลกหลายตลาดเริ่มฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2566 ถึงแม้ครึ่งปีแรกบริษัทจะต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ มากมาย ทว่างบดุลของไทยยูเนี่ยนยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 0.64 เท่าไตรมาส 2 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.0 เท่า ส่งผลให้สามารถจ่ายปันผลได้คิดเป็นอัตราสูงถึง 70.3% ของกำไรสุทธิ

ตามปกติไตรมาส 2 ของทุกปี การทำยอดขายจะสูงขึ้นต่อเนื่องเพราะเป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งยอดขายในยุโรปเติบโตได้ดีมีกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไตรมาส 2 สูงขึ้น 4.3% มีกำไรสุทธิสูงขึ้น 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน ทางบริษัทคาดการณ์เป็นไตรมาสอ่อนตัวที่สุด โดยทำกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 16.9% คิดเป็นมูลค่า 5,748 ล้านบาท

ยอดขายสินค้ามาจาก “ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋อง” ทำได้ 17,136 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.3% ทำสถิติสูงที่สุดประจำไตรมาสนี้ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากราคาขายสูงขึ้นและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป สินค้าแบรนด์ต่างๆ ภายใต้บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตอบโจทย์ความต้องการผู้บริภาคเรื่องสุขภาพหลากหลายต่อเนื่อง

ขณะที่ “เรด ล็อบสเตอร์ ธุรกิจร้านอาหารทะเล” ระดับโลก ซึ่งไทยยูเนี่ยนถือหุ้นใหญ่ ก็ทำผลงานไตรมาส 2 ดีขึ้นด้วยหลังจากทำแผนพลิกฟื้นธุรกิจได้ส่งสัญญาณบวก โดยมีส่วนแบ่งขาดทุนจากการดำเนินงาน 94 ล้านบาท ต่างจากไตรมาส 2 ปี 2565 ทำได้ 281 ล้านบาท

แนวโน้มธุรกิจของไทย ยูเนี่ยน ช่วงครึ่งปีหลัง จะเดินหน้าแผนและมาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มระดับความสามารถในการทำกำไร มุ่งบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับลดต้นทุนการผลิต จึงยังเชื่อมั่นบริษัทจะสามารถทำผลงานได้ดีในระยะยาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทประกาศกลยุทธ์ก้าวสู่ความยั่งยืนหรือ Sea Change 2030 ตั้งเป้าหมายยาวไปถึงปี 2573 มุ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก โดยได้จัดสรรงบประมาณ 7,200 ล้านบาท เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเลเพื่อผู้คนและโลกซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีมาตลอดได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่อไปอย่างยั่งยืน

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen