เปิดปมคอนโดหรู​ “แอชตัน​ อโศก” ความรับผิดชอบอยู่ที่ใคร?



เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อน สะเทือน! วงการอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้อยู่ไม่น้อยสำหรับ…“แอชตัน อโศก” คอนโดมิเนียมสุดหรูใจกลางเมือง ที่เป็นโครงการที่พัฒนาโดยบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) 

โดยกรณีนี้ ถือเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ เนื่องด้วยตัวโครงการเป็นโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียง มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยมาหลายโครงการ แน่นอนการยื่นเรื่องขออนุญาตก่อสร้าง หรือจะพัฒนาโครงการต่างๆ คงต้องยึดตามข้อกฎหมาย ทำตามระเบียบ และยึดความถูกต้อง เพื่อไม่ให้ในอนาคตจะมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท ทั้งตัวบริษัท ลูกบ้านผู้อยู่อาศัย นักลงทุน ผู้ถือหุ้น บริษัทรับก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อสังหาริมทรัพย์

แน่นอนสำหรับโครงการ “แอชตัน อโศก” ก็ดำเนินเรื่องขออนุญาตการก่อสร้างมาตามกระบวนการถูกต้องตามกฎหมาย โดยทาง บริษัท อนันดาฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า โครงการแอชตัน อโศก แห่งนี้ ได้ผ่านขั้นตอนขออนุญาตจากหน่วยงานราชการอย่างถูกต้องมาถึง 8 หน่วยงาน อันได้แก่ 1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) 2. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 3. สำนักงานเขตวัฒนา 4. สำนักงานที่ดินพระโขนง 5. สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (สจส.) 6. กรมโยธาธิการและผังเมือง 7. สำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร 8. กรมที่ดิน รวมถึงมีการขออนุญาตก่อสร้าง โดยได้รับใบอนุญาตต่างๆที่เกี่ยวข้องถึง 9 ใบอีกด้วย

ทั้งนี้ คำพิพากษาในการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างของศาลปกครองสูงสุด ในครั้งนี้ได้หยิบยกประเด็นหลัก ในเรื่องของที่ดิน รฟม. ที่มาจากการเวนคืน ไม่สามารถนำมาให้เอกชนใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่สามารถออกใบอนุญาตก่อสร้างได้

รวมถึงประเด็นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) ออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 2 กำหนดให้อาคารสูงขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นมากกว่า30,000 ตารางเมตร ต้องมีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดินนั้น กว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร (เพื่อให้รถดับเพลิงขนาดใหญ่เข้าได้) ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร 

โดยในส่วนที่ดิน ที่ตั้งของโครงการแอชตัน อโศก ไม่มีด้านใดด้านหนึ่งของที่ดิน กว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ยาวต่อเนื่องโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โดยศาลจึงพิพากษาว่า ผิดพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

โดยสรุปหลังจากศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้าง ทางบริษัท อนันดาฯ เร่งออกแถลงการณ์ พร้อมยืนยันว่าการก่อสร้างโครงการ “แอชตัน อโศก” ดำเนินการถูกต้อง และสุจริต

พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เนื่องด้วยหากหน่วยงานราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ไม่เห็นชอบ-ไม่อนุมัติ ทางบริษัท จะไม่สามารถก่อสร้างได้ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งก็จะไม่เกิดความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัท อนันดาฯ ยังกล่าวว่า หลังจากนี้ บริษัทจะเร่งดำเนินการในการเรียกร้องค่าเสียหายกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายให้เจ้าของร่วม-ผู้อยู่อาศัย โครงการแอชตัน อโศกรวมทั้งจะดำเนินการ ประสานงานกับคณะกรรมการนิติบุคคลแอชตัน อโศก และเจ้าของร่วม เพื่อเดินทางขอเข้าพบผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าการ รฟม. เพื่อทวงถามความรับผิดชอบภายใน 14 วัน 

สำหรับโครงการ “แอชตัน อโศก” เป็นอาคารชุด 50 ชั้น จำนวน 783 ยูนิต บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ มูลค่าโครงการ 6,400 ล้านบาท เปิดตัวเมื่อปี 2558 ราคาเปิดตัวต่อตารางเมตร (ตร.ม.) อยู่ที่ 200,000 บาทต่อ ตร.ม. ด้วยราคาเริ่มต้น 6.9 ล้านบาท ซึ่งต่อมาราคาขยับพุ่งไปแตะที่ 300,000 บาทต่อ ตร.ม. โดยล่าสุดมูลค่าโครงการที่โอนไปแล้วอยู่ที่ 5,653 ล้านบาท

ปัจจุบันโครงการมีลูกบ้านร่วม 580 ครอบครัว มีลูกบ้านที่พักอาศัยอยู่เกิน 4 ปี จำนวน 488 ครอบครัว หรือ 84% และอยู่น้อยกว่า 4 ปี จำนวน 92 ครอบครัว หรือ 16% และขณะนี้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ห้องชุดไปแล้วถึง 87% ในระหว่างนี้ตามหลักการลูกบ้านยังพักอาศัยในคอนโดมิเนียมได้ ซึ่งก็ต้องรอดูภาครัฐจะเข้ามาช่วยดำเนินการอย่างไรต่อไป

จากเหตุที่เกิดขึ้น คงมีหลายคนตั้งคำถามขึ้นมามากมาย อาทิ ทำไมถึงปล่อยให้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ถึงขั้นมีผู้พักอาศัยเข้าอยู่แล้ว ที่น่าสงสารที่สุดคงเป็นกลุ่มลูกบ้าน ที่ไม่รู้จากนี้จะมีผลชะตากรรมเป็นอย่างไร รวมถึงมีข้อสงสัยถึงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ว่ายังมีความน่าเชื่อถืออยู่หรือไม่ มีข้อผิดพลาดตรงจุดไหน ซึ่งในจุดนี้อาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในด้านการลงทุนภาคอสังหาฯ ผู้ประกอบการอาจชะลอการลงทุน บรรดาพันธมิตรต่างชาติอาจเกิดความไม่มั่นใจที่จะร่วมทุนด้วย

คงต้องรอดูจากนี้ว่า ผลจากที่บริษัท อนันดาฯ เร่งดำเนินการไปจะออกมาเป็นเช่นไร หน่วยงานรัฐจะกระตือรือร้นช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด เจ้าของร่วม-ผู้อาศัย จะได้ทางออกการเยียวยามากน้อยอย่างไร จะถึงขั้นต้อง “ทุบทิ้ง” ตัวโครงการหรือไม่