
“ศักดิ์สยาม” ลุกตอบกระทู้ “ระบบตั๋วร่วม” เผยเหตุล่าช้า 2 ประการ-ชี้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าในอดีต ไม่ได้ระบุเรื่องตั๋วร่วม และไทยยังไม่มีกฎหมายดูแลชัดเจน พร้อมแจงไทม์ไลน์ละเอียดยิบ นำระบบตั๋วร่วมแบบ EMV มาใช้ระบบรถไฟฟ้าเกือบครบทุกสาย ในเดือนเม.ย.65 ส่วนสายสีเขียว เดินหน้าเจรจาเอกชนต่อไป มั่นใจช่วยจูงใจประชาชนใช้ระบบสาธารณะมากขึ้น
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการตอบกระทู้ถามทั่วไป เรื่องความคืบหน้าในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้า (บัตรแมงมุม) และระบบตั๋วร่วมขนส่งมวลชน ตามที่นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคก้าวไกล กรุงเทพมหานคร (กทม.) วันนี้ (26 ส.ค. 2564) ณ รัฐสภา ว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นเรื่องเดิมในอดีต โดยการขนส่งสาธารณะนั้น ประเทศไทย เริ่มต้นจากระบบไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งถือเป็นเส้นทางแรกในปี 2542 ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. ถัดมาในปี 2547 ได้เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ภายใต้กำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กระทรวงคมนาคม
ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือรถไฟฟ้าทั้ง 2 ระบบ ไม่มีการกำหนดการจัดเก็บระบบค่าโดยสารร่วมกัน และที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2555 กระทรวงคมนาคม ขณะนั้น ก็ได้ผลักดันให้หน่วยงานในกำกับ คือ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. เร่งพัฒนา วางแนวศึกษาระบบบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม
หลังจากนั้น ก็มีการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การวางระบบแบ่งปันการจัดเก็บรายได้ หรือ ระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ ของรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเสนอกฎหมายว่าด้วยการบริหารระบบจัดการตั๋วร่วม ให้ครม.พิจารณา ในปี 2561 กฎหมายดังกล่าวก็ไม่ผ่านการพิจารณา
ทั้งนี้ ปัญหาการพัฒนาระบบตั๋วร่วมที่ผ่านมา จึงสามารถแยกได้ออกเป็นปัญหาใหญ่ๆ 2 เรื่อง คือ ระบบรถไฟฟ้าของไทย มีเอกชนที่รับสัมปทานหลายราย ตั้งแต่ในอดีต จึงจำเป็นต้องใช้การเจรจา เพื่อให้เข้ามาร่วมอยู่ในระบบจัดเก็บค่าโดยสารเดียวกัน รวมทั้งประเทศไทย ก็ไม่มีกฎหมายจะไปบังคับให้เอกชนเข้าร่วมได้

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามหลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ในปี 2562 ก็ได้พยายามผลักดัน การพัฒนาระบบตั๋วร่วมอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโดยการนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกระเบียบสำนักนายก ว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2563 และมีการตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมขึ้น ซึ่งตนเป็นประธานฯ และได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ 1. คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยี 2. คณะอนุกรรมการด้านการกำหนดมาตรฐานอัตราค่าโดยสารและจัดสรรรายได้ ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการจัดเก็บค่าธรรมเนียมมาตรฐานอัตราค่าโดยสารในกรณีใช้ค่าโดยสารร่วม
ดังนั้นเพื่อทำให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงคมนาคม ได้ผลักดัน ให้มีระบบตั๋วร่วม ที่ใช้งานได้ทุกระบบขนส่ง เพียงบัตรใบเดียว ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ ขสมก. ระบบเรือโดยสาร ร่วมไปถึงตั๋วโดยสารเครื่องบิน ซึ่งทั้งหมดจะทำกาเดินทางเกิดความสะดวกประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น
ส่วนความคืบหน้า ในการพัฒนา ระบบตั๋วร่วมแบบ EMV นั้นนายศักดิ์สยามกล่าวว่า การนำระบบตั๋วร่วมแบบ EMV ที่มีความนิยมใช้งานทั่วโลก ใน 60 ประเทศ 240 เมือง สำหรับประเทศไทยนั้น กระทรวงคมนาคมได้วางทาร์มไลน์ไว้ชัดเจน หลังจากที่ผ่านมาธนาคารกรุงไทย ได้เข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาระบบอ่านบัตรจัดเก็บค่าโดยสาร
โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รฟม. ได้ทำการทดสอบตัดตั้งระบบหัวอ่านประตูทางเข้ารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่สถานีสนามชัย และสถานีหัวลำโพง ซึ่งพบว่าระบบสามารถทำงานได้ดี และในเดือนตุลาคมปีนี้ ก็จะมีการติดตั้งให้ได้ครบทุกสถานีในโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง ของ รฟม. ส่วนสายสีแดง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.จะมีการดำเนินการเช่นกัน ในเดือนพฤศจิกายน 2564 หลังจากนั้น ในเดือนมกราคม 2565 จะมีการทดสอบระบบ โดยมีการนำกลุ่มเป้าหมายจัดเฉพาะกลุ่ม มาร่วมทดสอบการใช้งาน หลังจากนั้น จะเปิดให้บริการระบบตั๋วร่วมแบบ EMV อย่างเป็นการให้ใช้งานได้ในเดือนเมษายน 2565
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า ในอนาคต ระบบรถไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งสายสีน้ำเงิน สีม่วง สายสีชมพู และสีเหลืองที่กำลังก่อสร้าง รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้ง ก็จะมีการ นำระบบตั๋วร่วม EMV มาใช้ ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสีเขียว หรือ บีทีเอส ก็จะเจรจา กับเอกชนผู้สัมปทานต่อไป










