
- ผู้ว่าฯ ททท.เปิดแผนท่องเที่ยวปี’67 ฉบับสมบูรณ์ ฟื้นรายได้สะพัดทั่วไทย 3 ล้านล้านบาท
- งัดใช้ 3 ยุทธศาสตร์ล็อกเป้าใหญ่ตลาดต่างประเทศ 3 พื้นที่ “เอเชีย-ยุโรป-ตะวันออกกลาง
- ตลาดในประเทศชูขาย 3Un “Unseen-Untold-Unbox” ส่งต่อ 3 นโยบาย “เที่ยวไทยได้ทั้งปี-เที่ยวยั่งยืน-เที่ยวเท่าเทียม
ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.กำลังจัดทำแผนแผนท่องเที่ยวประจำปี 2567 โดยใช้กรอบนโยบายแผนวิสาหกิจ 5 ปี ระหว่างปี 2566-2570 เป็นแนวทางปฏิบัติ ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ทำให้ไทยเป็นผู้นำการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ควบคู่กับการท่องเที่ยวยั่งยืน ด้วย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 “กระตุ้นอุปสงค์/demand” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ยุทธศาสตร์ที่ 2 ผลักดัน “อุปทาน/supply side” โดยสร้าง Eco-system ใหม่เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพบุคลากรภายในองค์กร ด้วยการนำเทคโนโลยีด้าน AI ต่าง ๆ เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น สำคัญที่สุดซึ่งจะจัดทำเป็นข้อเสนอคือการมองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และการท่องเที่ยวที่มีการล็อกเป้าหมายตลาดอย่างชัดเจน
ปี 2567 จะต้องทำให้ได้ไม่น้อยกว่าสถานการณ์ปกติปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งไทยมีรายได้ท่องเที่ยวรวม 3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มาจากตลาดต่างประเทศ 1.8 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 1.2 ล้านล้านบาท

สำหรับ “ตลาดต่างประเทศ” ปี 2567 จะเติบโตเพิ่มขึ้นจำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมดกว่า 30 ล้านคน ตามแผน ของททท.จะล็อกเป้าหมายโดยเล็งตลาดไปยัง “ 3 พื้นที่” ประกอบด้วย
พื้นที่ที่ 1 เอเชีย คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” แนวโน้มน่าจะกลับมาฟื้นตัวเต็มที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงปี 2562 ซึ่งจะเห็นนักเดินทางจีนเข้าไทยเริ่มตั้งแต่วันชาติจีนปลายปี 2566 เป็นต้นไป ผนวกกับการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินช่วงตารางบินฤดูร้อนปลายเดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นไป
พื้นที่ที่ 2 ยุโรป มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และนักเดินทางส่วนใหญ่ยังคงมีอารมณ์ “ท่องเที่ยวล้างแค้น” หรือ Revenge Travel เป็นลักษณะการเที่ยวชดเชยช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เสียไปตอนสถานการณ์โควิด ตอนนี้มีสัญญาณการเพิ่มทั้งจำนวนที่นั่งและความถี่เที่ยวบินข้ามทวีป จะช่วยทำให้ “ราคาตั๋วเครื่องบิน” ลดลงได้
พื้นที่ที่ 3 ตะวันออกกลาง จะเข้ามาช่วงฤดูฝนสามารถทดแทนตลาดระยะไกลได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีหลายประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว

ส่วนแผน “กระจายตัวนักท่องเที่ยว” จะมาจากเอเชียและประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเป็นกำลังสำคัญรวมแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด ส่วนอีก 1 ใน 3 คือ ยุโรป โดยมี “ตะวันออกกลาง” สอดแทรกเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ททท.ตั้งเป้าภายในปี 2568 ตะวันออกกลางจะมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป
ขณะที่ “การตั้งเป้าเพิ่มรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ/คน/ทริป” เติบโตเป็นบวก 5 % เปรียบเทียบสถิติก่อนเกิดโควิดนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินน้อยกว่า 50,000 บาท/คน/ทริป พอเปิดประเทศจัดทำแซนด์บ็อก ใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000-70,000 บาท/คน/ทริป ปี 2566 น่าจะทำได้ประมาณ 60,000 บาท/คน/ทริป ปี 2567 จึงเป็นความท้าทายด้วยกลยุทธ์ “ล็อกเป้า” เล็ง “ตลาดคุณภาพ” เพื่อให้เกิด “การใช้จ่ายสูง” เช่น

กลุ่มที่ 1 พักต่อเนื่องในไทยนานวัน ได้แก่ สแกนดิเนเวียน จะมี 5 Week Vacation กลุ่มที่ 2 นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพhealth and Wellness กลุ่มที่ 3 LTBGQ Plus กลุ่ม Conscious traveller ซึ่งเน้นการเดินทางอย่างรักษาดูแลโลกพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินอย่างเต็มที่ ดังนั้นหาก ททท.สามารถหาปลาตัวใหญ่ได้ โอกาสที่จะเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่อคนต่อทริปอีก 5% ก็มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน
ส่วน “การเพิ่มที่นั่งและความถี่เที่ยวบิน” จากทั่วโลกเข้าเมืองไทย ตามรายงานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ยืนยันถึงสายการบินนานาชาติพร้อมจะกลับมาบิน ปี 2567 กลับมาได้ประมาณ 80 % จากนั้นปี 2568 จะกลับมา 100 % แต่อาจจะเผชิญปัญหาเครื่องบินขาดแคลน หรือก่อนนำมาบินจะต้องซ่อมบำรุงเพื่อให้เกิดความมั่นใจด้านความปลอดภัย
ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า แผนการทำ “ตลาดในประเทศ” ปี 2567 ตามเป้าจะทำรายได้ 1.2 ล้านล้านบาท ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 117-135 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 5 % ดังนั้น ททท.จะต้องเพิ่มความถี่พร้อมกับมีกลยุทธ์ใหม่ ๆ ไฮไลต์ 3 Un (อัน) ได้แก่ 1.Unseen New Chapters เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่มีมุมมองแปลกแตกต่างไปจากเดิม 2.Untold ททท.เคยทำโครงการ “เขาเล่าว่า” ขณะเดียวกันยังมีบางเรื่องราวยังไม่ได้ถูกนำเสนอก็สามารถดึงกลับมาเสนอขายใหม่อีกครั้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวได้ 3.Unbox แกะกล่องประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ อาจจะเป็นเรื่องของ sub-culture และอื่นๆ
ส่วนจุดขายทางด้านท่องเที่ยว Thailand Soft Power 5F จะต้องผลักดันอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง กระตุ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เช่น Fight/การต่อสู้ กีฬามวยไทย ทำได้มากกว่าการชกมวย หรือ Fashion/เครื่องแต่งกายน่าจะนำเสนอเจาะลึกถึงการเดินทางไปยังแหล่งผลิตผ้าและเครื่องประดับต่างๆ Food/อาหาร ร้อยเรียงเรื่องราวรสชาติซึ่งแตกต่างกันไป
ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า การส่งต่อนโยบายไปยัง “ผู้ว่าการ ททท.คนใหม่” ขณะนี้ประกาศรายชื่อแล้วคือนางสาวฐาปนีย์เกียรติไพบูลย์ จึงได้เน้นย้ำ 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ท่องเที่ยวเมืองไทยได้ทั้งปี ไม่ควรมีโลว์ซีซัน เพราะบริหารจัดการได้ค่อนข้างยาก เรื่องที่ 2 ท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญ ทั้งประเทศไทยและทั่วโลกต่างก็พากันมุ่งที่จะสร้างการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้ได้ภายในปี 2573 การให้ความสำคัญกับการเดินทางบนพื้นฐานของความยั่งยืน ให้น้ำหนักกับสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

โดยจะต้องแก้ปัญหาเร่งด่วนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจจะทำให้มนุษยชาติอยู่กันยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาช่วยกันจัดลำดับความสำคัญ ซึ่งทาง ททท.เริ่มทำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง Low Carbon Destination หรือโรงแรมสีเขียว Green Hotel หรือทำข้อตกลงความร่วมมือกันให้บรรลุในเรื่องของ SDGs -Sustainable Development Goals ทำผ่าน STGs -Sustainable Tourism Goals ซึ่งกำลังดึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้ามาร่วมแพลตฟอร์มหลักบ้างแล้วบางส่วน ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนภายในปี 2566 นั่นเอง
เรื่องที่ 3 การท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม มองได้ 2 มิติ มิติแรก การท่องเที่ยวเมืองหลัก/เมืองรอง การท่องเที่ยววันหยุด/หยุดพิเศษ/วันธรรมดา มิติที่สอง การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรอง ด้วยการกระจายจากเมืองหลัก 22 จังหวัด เพิ่มความถี่ไปยังเครือข่ายเชื่อมโยงไปยัง 55 เมืองรอง ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งอย่างเท่าเทียมในแต่ละพื้นที่การท่องเที่ยวของเมืองไทย
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










