
- ททท.ปี’67 บูมภาคเหนือขาย “โมเดิร์นนอร์ธ” 3 กลุ่มสินค้า “อาหาร/กาแฟ-แฟชั่นผ้า-สปา”
- ยกทุกกิจกรรมใหญ่มาไว้ในงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” 2-6 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์
- เปลี่ยนภาคเหนือเป็นเมืองเที่ยวหน้าฝน เน้นกรีนท้องนาป่าเขา/เทศกาล/Unseen New Chapters
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ปี2567 ททท.จะชูจุดขายการท่องเที่ยวภาคเหนือโดยจะเน้น “โมเดิร์น นอร์ธ” ชูความทันสมัยเปลี่ยนผ่านจาก “เสน่ห์วันวาน” ต่อจาก ปี 2566 ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ผสมผสานเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน มุ่งนำเสนอ 3 สินค้าท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มกาแฟ สปา และผ้าพื้นเมืองเหนือ โดยได้จัดทำแผนการตลาดนำเสนอความโดดเด่นการท่องเที่ยวภาคเหนือต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงปีหน้าด้วย 3 จุดขาย คือ
จุดขายที่ 1 การคัดเลือกสินค้าท่องเที่ยว 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก “อาหารและเครื่องดื่ม” จะเน้นเรื่องผลิตภัณฑ์กาแฟ ขณะนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งผู้ปลูกในท้องถิ่น เส้นทางท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมเก็บกาแฟในไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจช่วยสร้างความเขียวขจีให้ป่าโดยทำให้พื้นที่ปลูกมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

กลุ่มสอง “แฟชั่น” งานคราฟท์/หัตถกรรม งานอาร์ต/ศิลปะ เช่น ม่อฮ่อม จังหวัดแพร่ กับตีนจกแม่แจ่มเชียงใหม่ ผ้าไทยที่ดีไซน์ไปนำเสนอในเวทีแฟชั่นระดับนานาชาติ แล้วยังสามารถประยุกต์ทำเป็นผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมได้หลากหลาย สร้าง “มูลค่าเพิ่ม” กับชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งยังสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมแฟชั่นให้เด็กรุ่นใหม่นำมาแต่งกับเสื้อยืด สนีกเกอร์ เพิ่มคุณค่าที่ดี
กลุ่มสาม “สุขภาพองค์กรทั้งร่างกายและจิตใจ” (Body & Mind Health Wellness) โดยเฉพาะมีนวัตกรรมนวดที่ได้ออกแบบ “สปาฟ้อนเล็บ” ศาสตร์การนวดด้วยนวัตกรรมการแสดงพื้นเมืองเหนือเข้าเรื่องการดูแลสุขภาพแนวใหม่
จุดขายที่ 2 เปลี่ยนเหนือให้เป็นภาคแห่งการท่องเที่ยวหน้าฝน นำเสนอสินค้าดึงดูดนักท่องเที่ยว 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก เสน่ห์ความเขียวของผืนป่า และท้องนา กลุ่มสอง งานเทศกาลงานวัฒนธรรมประเพณีตามความเชื่อและศรัทธางานเวียนเทียนในสุโขทัย และจังหวัดอื่น ๆ ผนวกเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว Unseen New Chapters ทุกจังหวัด กลุ่มสาม การท่องเที่ยวเมืองรอง สนับสนุนการขับรถท่องเที่ยว(Roadtrip) ต่อยอดเสน่ห์วันวานเพิ่มความคลาสสิกเข้าไปและผลิตภัณฑ์สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่มีจุดเด่นนำมาทำอาหารถิ่น โฟกัสไปยังพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน เช่นจังหวัดน่าน อุทัยธานี

ส่วนการจัดการสินค้าดังกล่าวได้เดินหน้าปูพรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป เพื่อเชื่อมโยงการขายต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2567 เปลี่ยนผ่าน “เสน่ห์วันวาน” สู่ “โมเดิร์น” อย่างแท้จริง
จุดขายที่ 3 กระหน่ำจัดกิจกรรม ในช่วงระหว่างรอยต่อการถ่ายโอนสู่ยุคใหม่ช่วงปลายปี 2566 ททท.ภาคเหนือเตรียมจัดมากมาย ไฮไลต์ 5 กิจกรรม ได้แก่
กิจกรรมที่ 1 พื้นที่นำร่องจังหวัดน่าน จัดโครงการ Nan Go Low Carbon จับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีผลงานวิจัยเมืองน่านเป็นเมืองท่องเที่ยวลดคาร์บอนไดออกไซด์ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายรักษ์โลก
กิจกรรมที่ 2 จะจัดงาน “มหกรรมเที่ยวข้ามภาค” ที่เชียงใหม่ กลางเดือนกรกฎาคม 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการแต่ละภาคนำสินค้ามาขายแล้วเชิญชวนคนเชียงใหม่เดินทางไปเที่ยว และกระตุ้นนักท่องเที่ยวทั้ง 5 ภาค แลกเปลี่ยนบรรยากาศท่องเที่ยวระหว่างกัน
กิจกรรมที่ 3 จัดงาน VIJITR +Night Run น้ำพุร้อนสันกำแพง โครงการพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ 24-30 กรกฎาคม นี้ เที่ยวหน้าฝนช่วงกลางคืนโดยได้ทำพื้นที่เส้นแสงประดับไฟสวยงามบรรยากาศดีมาก ใน 10 จุดหลักแล้วได้ผลิตสบู่รูปไข่ซึ่งตามปกตินักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อมาเที่ยวน้ำพุร้อนนิยมนำไข่มาแช่ด้วย จึงทำสบู่รูปไข่แจกฟรีเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวพื้นที่ดังกล่าว
ในวันที่ 23 กรกฎาคม นี้ จะจัด Night Run อ.แม่ออน ก่อนเข้าสู่การท่องเที่ยวงาน VIJITR น้ำพุร้อนสันกำแพง วันเดียวกันนี้ทางบางกอกแอร์เวย์สจัดวิ่งมรดกโลกอีกรายการที่จังหวัดสุโขทัย แล้วเดือนธันวาคมจัดที่ลำปาง
กิจกรรมที่ 4 จัดแฟชั่นโชว์ ผ้าม่อฮ่อม จังหวัดแพร่ วันที่ 28 กรกฎาคม นี้ ส่งเสริมซอฟท์ เพาเวอร์ ทางด้านแฟชั่น นำเสนอสิ่งที่ความแปลกใหม่ด้วยการใส่ศิลปะหัตกรรมเข้าไปช่วยเพิ่มราคาขายได้มากขึ้น จากนั้นจะจัด “Fashion to the World” ที่อำเภอแม่สาย เชียงราย ระหว่าง 1-2 กันยายน เนื่องจากเป็นพื้นที่มีชาติพันธุ์จำนวนมาก มาเสนอด้วยดีไซน์สวย ๆ แล้วเปิดให้ผู้ที่ชื่นชอบมาเดินช้อป
กิจกรรมที่ 5 ร่วมเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ระหว่างวันที่ 2-6 สิงหาคม นี้ โดยจะนำกิจกรรมทั้งหมดมาจำลองไว้ใน“หมู่บ้านภาคเหนือ” สร้างเทรนด์ใหม่ในอินดอร์อาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะขายความเป็น “โมเดิร์น/ทันสมัย” สร้างเป็นแล็บแบบญี่ปุ่น เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมจะสามารถสนุกกับกิจกรรมเสมือนจริงได้ เป็น Ilumination มีลานกาแฟ ลานงานหัตถกรรม พร้อมกับเปิดงานกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมด
ผอ.ภัทรอนงค์ กล่าวว่า ททท.ภาคเหนือ เตรียมล็อกเป้าหมายเจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงมีเงินใช้จ่ายได้ตลอดทั้งปี 3 ตลาดหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้สูงวัยที่มีความตื่นตัว/Senior Active สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้ง พร้อมใช้จ่ายเงินซื้อผ้าโบราณราคาสูง กลุ่มที่ 2 เจน Y ชื่นชอบเครื่องดื่ม ชา กาแฟ Café Hopping ชอบตะเวนไปชิมเครื่องดื่มตามร้านเก๋ๆ และชอบท่องเที่ยว sub-culture เช่น แคมปิ้ง

กลุ่มที่ 3 ผู้หญิง/Lady ปี 2567 ทางเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน จะพุ่งเป้าเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิงเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำงานหนัก เครียด อยากปลดปล่อยและพักผ่อน ทาง “เชียงใหม่” มีบริการสปาหลากหลายรูปแบบไว้คอยต้อนรับทั้งสปาหรู สปาชุมชน หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบไปนั่งทำสมาธิ หรือ Meditation ก็เข้าไปตามวัดต่าง ๆ ได้พักกายพักใจถ่ายรูปได้ด้วย ส่วน “แม่ฮ่องสอน” นำเสนอการท่องเที่ยวแบบฮีลใจกับธรรมชาติสวยงาม เข้าไปชุมชนชาติพันธุ์นั่งดื่มชากาแฟในท้องถิ่น
สำหรับ “เครื่องมือทางการตลาด” ที่ ททท.ภาคเหนือ เตรียมนำมาใช้ “เพิ่มรายได้ท่องเที่ยว” ปี 2566 และปี 2567 ขณะนี้ใช้ช่องทาง “ดิจิทัลออนไลน์” กว่า 70 % เช่น การจัดงาน VIJITR เชียงราย ประดับไฟ Illumination ใช้ออนไลน์ขายสำเร็จมาแล้ว รวมทั้งทั้ง 3 กลุ่มเป้าหมายต่างก็ใช้โซเชียล มีเดีย อย่างเป็นรูปธรรม ปีหน้าจะเพิ่มเครื่องมือใหม่ จากปัจจุบันมี facebook แต่ละสำนักงานจะใช้ภาษาไทยว่า ททท.ตามด้วยชื่อสำนักงานในพื้นที่
ส่วนภาคเหนือก็ใช้ facebook ชื่อ GoNorthThailand ตอนนี้ได้รวมข้อมูลทั้งหมดแล้วใส่มาสคอตเป็นสัญลักษณ์เพื่อนำไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ปี 2567 จะเพิ่มความเป็นโมเดิร์นเพื่อใช้ “สื่อสาร” กับนักท่องเที่ยวได้ เพื่อช่วยส่งเสริมการตลาดได้มากขึ้น ลดการผลิตแผ่นพับ โบว์ชัวร์ ลงเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าใช้ดิจิทัล ออนไลน์ ครบทุกช่องทาง
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










