
วันนี้ (11 ต.ค.64) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เป็นประธานการประชุมความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำเหนือไหลหลาก โดยมีผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหาร 6 จังหวัดปริมณฑลประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนนทบุรี มาร่วมประชุมด้วย
นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ กรมชลประทาน กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมอุตุนิยมวิทยาสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่ากองบัญชาการตำรวจนครบาล การไฟฟ้านครหลวง กอ.รมน.กทม. (ฝ่ายทหาร) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กองบังคับการตำรวจจราจร
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์น้ำเหนือไหลหลาก ส่งผลให้ทั่วทุกภาคประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งขณะนี้มวลน้ำกำลังเดินทางลงสู่ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายให้กรุงเทพมหานครและทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กรุงเทพมหานครจึงจัดการประชุมความร่วมมือในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจากน้ำเหนือไหลหลากให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ในที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับการร่วมกันบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แต่ละจังหวัด การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขัง ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ การเรียงกระสอบทราย การเก็บผักตบชวา แผนบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
รวมทั้งการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือแผนเผชิญเหตุ CPX ร่วมกัน อีกทั้งได้หารือและเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบระบายน้ำ อาทิโครงการระบบระบายน้ำแนวถนนวิภาวดี ตั้งแต่แยกดินแดงถึงฐานทัพอากาศ และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ
ขณะที่จังหวัดปริมณฑลทั้ง 6 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้ง 6 จังหวัด รวมทั้งประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯด้วยเนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อมีความเชื่อมโยงกัน โดยจะประสานความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเนื่องจากฝนตก และน้ำเหนือไหลหลากในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่รอยต่อจังหวัดปริมณฑล โดยเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ดังนี้
1.ทำความสะอาดท่อระบายน้ำในถนนสายหลัก ตรอก ซอย ความยาวรวม 6,564 กิโลเมตร
2.เปิดทางน้ำไหล ขุดลอกคูคลอง จัดเก็บขยะวัชพืช 1,980 คลอง ยาว 2,743 กิโลเมตร
3.เตรียมความพร้อมของสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และบ่อสูบน้ำ จํานวน 762 แห่ง กําลังสูบรวม 2,467 ลบ.ม./วินาทีมีขีดความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ 1,087 ลบ.ม./วินาที
4.ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่เฝ้าระวังมีขีดความสามารถในการระบายน้ำท่วมขัง 482 ลบ.ม./วินาที
5.เตรียมความพร้อมของอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ขีดความสามารถในการระบายน้ำท่วมขัง 195 ลบ.ม./วินาที
6.สร้างท่อเร่งระบายน้ำ (Pipe jacking) จำนวน 10 จุด
7.ตรวจสอบความแข็งแรงและจุดรั่วซึมของแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ ความยาว 87.93 กิโลเมตร
8.เรียงกระสอบทรายเป็นเขื่อนชั่วคราวริมคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร (แนวฟันหลอ)และบริเวณแนวป้องกันที่มีระดับต่ำตามจุดต่างๆ 14 จุด รวมระยะทาง 2,512 เมตร
9.ลดระดับน้ำในคลองและแก้มลิงจํานวน 30 แห่ง และสร้างธนาคารน้ำ(water bank) จำนวน 2 แห่ง เพื่อชะลอน้ำท่วมปริมาณ 13.41 ล้านลบ.ม. มาเก็บกักในแก้มลิงเป็นการชั่วคราวก่อนระบายลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ
10.จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ กรณีฉุกเฉิน อาทิ กระสอบทราย และรถเครื่องกําเนิดไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
11.จัดเตรียมหน่วยบริการเร่งด่วน หรือหน่วย BEST และเจ้าหน้าที่ประจําหน่วย 24 ชั่วโมง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเร่งด่วน นอกจากนี้ยังจัดหน่วยบริการฉุกเฉินเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเนื่องจากน้ำท่วมขังประจําทุกสํานักงานเขต
12.ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และสื่อมวลชน รับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ปัญหาน้ำท่วมขัง ท่อระบายน้ำชํารุด อุดตัน และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมขังตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาสัมพันธ์สถานการณ์สภาพฝนและบริเวณที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังผ่านสื่อต่างๆ เช่น สื่อมวลชน และผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น ทางเว็บไซต์ กรุงเทพมหานคร http://www.bangkok.go.th เว็บไซต์สํานักการระบายน้ำhttp://dds.bangkok.go.th/, e-mail : [email protected], Facebook : กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์@BKK_BEST, Twitter : bkk_best และเบอร์โทร 02 248 5115 หรือ สายด่วน 1555 ตลอด 24 ชม. เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที

อย่างไรก็ดี หากมีสถานการณ์ฝนตกหนัก และเกิดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทาง กทม.มีแผนปฏิบัติการ 9 ขั้นตอน ดังนี้
1. ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและจากเรดาร์ตรวจฝนของกรุงเทพมหานครโดยศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
2. เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ตามจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำท่วมให้เพียงพอและพร้อมใช้งานได้ทันที
3. ควบคุมและลดระดับน้ำในคลอง บ่อสูบน้ำและแก้มลิงให้อยู่ในระดับต่ำตามแผนฯ
4. เมื่อมีฝนตก ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม แจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ผ่านระบบวิทยุสื่อสาร Trunked Radio แจ้งเตือนสำนักงานเขตผ่านวิทยุสื่อสารเครือข่าย “อัมรินทร์” แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านกลุ่ม Line “เตือนภัยน้ำท่วม กทม.” (ปภ. ทหาร ตำรวจ สื่อมวลชน)
5. ส่งหน่วยปฏิบัติการเร่งด่วน (BEST) ประจำจุดเสี่ยงและจุดสำคัญเมื่อคาดว่าจะมีฝนตกหนัก เพื่อเร่งระบายน้ำ และแก้ปัญหาด้านการการจราจร
6. หน่วยงานภาคสนามลงพื้นที่ตามจุดต่างๆ และรายงานสถานการณ์น้ำท่วมให้ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ทราบ
7. ประสานงานขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกการจราจร การปิดเส้นทางน้ำท่วม / ทหาร ช่วยเหลือประชาชน หากมีระดับน้ำท่วมสูงรถเล็กไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านได้ เป็นต้น
8. เร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจุดที่วิกฤติ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดเคลื่อนที่ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม
9. ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม รายงานสภาพฝน ปริมาณฝน พื้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะๆ และสรุปสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ผ่านหน่วยงานต่างๆและช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน กรุงเทพมหานครจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยมี ผอ.เขต เป็นผู้บัญชาเหตุการณ์
นอกจากนี้กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับกรมชลประทาน บูรณาการการบริหารจัดการน้ำร่วมกันและได้กำหนดเกณฑ์ค่าระดับและปริมาณน้ำที่ปล่อยเข้าสู่กรุงเทพมหานคร บริเวณรอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปริมณฑล เพื่อช่วยรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยไม่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร และระบายน้ำออกนอกพื้นที่ไม่ให้กระทบพื้นที่รอยต่อ เช่น สถานีสูบน้ำคลองหกวาสายล่าง ช่วงฤดูฝน จะเดินเครื่องสูบน้ำเมื่อค่าระดับน้ำภายในสูงเกินกว่า +0.90 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) และจะหยุดเดินเครื่องสูบน้ำเมื่อค่าระดับน้ำภายนอกสูงถึง+1.70 ม.รทก. ทั้งนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รายงานสถานการณ์น้ำเหนือและน้ำจากแม่น้ำป่าสักจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ และคาดว่ามวลน้ำที่ผ่านบางไทรจะลดลงต่ำกว่า 2000 ลบ.ม./วินาทีในวันที่ 20 ต.ค.64 ซึ่งจะทำให้ กทม.และปริมณฑลไม่ได้รับผลกระทบ แต่ให้เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้
รวมถึงกรุงเทพมหานครได้ประสานงานแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมบนถนนสายหลักคลี่คลายไปแล้วหลายจุดยังคงเหลือปัญหาที่ต้องดำเนินการร่วมกันจำนวน 4 จุด ประกอบด้วย
จุดที่ 1 ด้านทิศเหนือเขตติดต่อจังหวัดปทุมธานี ณ ถนนพหลโยธิน บริเวณอนุสรณ์สถานและแยกลำลูกกา บูรณาการร่วม กทม. จ.ปทุมธานี และกรมทางหลวง
จุดที่ 2 ด้านทิศเหนือเขตติดต่อจังหวัดนนทบุรี แผนพัฒนาคลองส่วย บูรณาการร่วม กทม. และจ.นนทบุรี
จุดที่ 3 ด้านทิศตะวันตกเขตติดต่อจังหวัดสมุทรสาคร ณ ถนนพระรามที่ 2 การเชื่อมต่อท่อถนนสายรองกับถนนสายหลัก เนื่องจากปัจจุบันท่อระบายน้ำถนนสายรองไม่เชื่อมต่อถนนพระรามที่ 2 ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ บูรณาการร่วม กทม. และกรมทางหลวง
จุดที่ 4 ด้านทิศใต้เขตติดต่อจังหวัดสมุทรปราการ แผนการระบายน้ำถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยลาซาลปากซอยแบริ่ง บูรณาการร่วม กทม. และจ.สมุทรปราการ










