
- กลุ่มบริษัทบางจากทำสถิติครึ่งปีแรก 2566 กวาดรายได้รวม 148,403 ล้านบาท
- ฝ่าความท้าทายความผันผวนราคาพลังงานยืนหยัด รักษา EBITDA ไว้ได้ 17,620 ล้านบาท
- 5 กลุ่มธุรกิจยังแกร่ง แถมได้อานิสงส์การเข้าลงทุนเพิ่มโรงไฟฟ้าต่างประเทศ ทำยอดขายเพิ่มหลายโครงการ
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2566 ของกลุ่มบริษัทบางจาก ยังสามารถรักษารายได้ไว้รวม 148,403 ล้านบาท มี EBITDA 17,620 ล้านบาท โดยราคาพลังงานที่ปรับลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ทำให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันได้รับปัจจัยกดดัน อย่างไรก็ดี การลงทุนในส่วนอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น เข้าซื้อเพิ่มสัดส่วนการลงทุน ทั้งในนอร์เวย์ของ OKEA จาก Wintershall Dea การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง ช่วยหนุนภาพรวมด้านการขยายธุรกิจและเพิ่มรายได้ ทำให้บริษัทฯมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 3,199 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.16 บาท
โดยกลุ่มบริษัทบางจากฯ ต้องเผชิญความท้าทายและผลกระทบของราคาพลังงานผันผวนช่วงครึ่งปีแรก จากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยครึ่งแรกปี 2566 อยู่ที่ 78.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากช่วงเดียวกันกับปีก่อน 102.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และInventory Loss จำนวน 2,952 ล้านบาท แต่ก็ยังคงทำรายได้เติบโตมีกำไรเพิ่มขึ้น

บางจาก นำ “แต่ละกลุ่มธุรกิจ” สร้างผลการดำเนินครึ่งแรกปี 2566 ตามรายละเอียดดังนี้
กลุ่มที่ 1 ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA รวม 5,402 ล้านบาท จากค่าการกลั่นพื้นฐาน (Operating GRM) ปรับลดลงจาก 15.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในครึ่งแรกของปี 2565 มาอยู่ที่ 8.10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สาเหตุหลักมาจาก Crack Spread ของทุกผลิตภัณฑ์ปรับลดลงตามภาวะตลาดโลก โดยรับรู้ Inventory Loss 3.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่า 2,443 ล้านบาท ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ ทางโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ยังคงอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยสูงในระดับ 121,700 บาร์เรลต่อวัน หรือ คิดเป็น 101% ของกำลังการผลิตรวม
กลุ่มที่ 2 ธุรกิจการตลาด มี EBITDA รวม 1,290 ล้านบาท ทำค่าการตลาดรวมสุทธิต่อหน่วย
ปรับเพิ่มขึ้น โดยสามารถปรับราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันได้มากขึ้น ส่วนปริมาณ
การจำหน่ายน้ำมันเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนโควิดทำได้ 3,191 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของน้ำมันอากาศยาน กับการผลักดันยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น
กลุ่มที่ 3 ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า มี EBITDA รวม 1,841 ล้านบาท เป็นผลจากการทยอยสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ และรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป. ลาว ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการหยุดผลิตไฟฟ้าเพื่อเตรียมขายไฟฟ้าไปยังการไฟฟ้าแห่งสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม ทำให้ BCPG ในเครือบางจากซึ่งดูแลอยู่ประกาศเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา 4 โครงการ เพิ่มกำลังการผลิตจาก 390.7 เมกะวัตต์ ก้าวกระโดดเป็น 968.7 เมกะวัตต์
กลุ่มที่ 4 ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ มี EBITDA รวม 245 ล้านบาท เป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลมีกำไรขั้นต้นปรับลดลงจากราคาขายไบโอดีเซล กลีเซอรีนดิบและกลีเซอรีนบริสุทธ์ที่อ่อนตัว ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลมีรายได้จากการขายและกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากราคาขายเอทานอลเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง (High Value Products (HVP) มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวกับการดูแลและส่งเสริมสุขภาพภายใต้แบรนด์ B nature+

กลุ่มที่ 5 ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA รวม 9,115 ล้านบาท จาก OKEA ทำปริมาณการขายเพิ่มขึ้นถึง 93% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ด้วยปริมาณจำหน่ายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายมากกว่ากำลังการผลิตตามสัญญาอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2566 และรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มครึ่งแรกปี 2566 จากแหล่งผลิตที่รับโอนกิจการมาจาก Wintershall Dea ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 เป็นต้นมา
ขณะที่ “บริษัทฯ และบริษัทย่อย” ไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 68,023 ล้านบาท EBITDA 6,628 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 458 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.24 บาท ช่วงไตรมาส 2 มี“ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน” ได้รับปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปรับลดลงต่อเนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกถูกกดดันและมีอุปทานส่วนเกินล้นตลาด ทำให้มี Inventory Loss 1,036 ล้านบาท
“ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ” มีปริมาณการผลิตใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ปี 2566 แต่ปริมาณขายลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 ซึ่งมีปริมาณขายมากกว่ากำลังการผลิตตามสัญญาอย่างมีนัยสำคัญ
“กลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาด” โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นมีปริมาณการขายไฟฟ้าสูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาลและโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศ สปป.ลาว ได้เริ่มดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ไปยังเวียดนามตั้งแต่มิถุนายน 2566
รวมทั้งกลุ่มบริษัทบางจากได้จัดทำโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” เปิดปั๊มบางจากและจุดต่าง ๆ รับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วรายแรกและรายเดียวในไทย ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลิตร/วัน เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สะท้อนรูปธรรมชัดเจนในการดำเนินงานตามแผน BCP 316 NET ก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ได้ให้ในปี2573 และลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ในปี 2593

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2566 คาดการณ์ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้นจากสภาวะอุปทานในตลาดดึงตัวและอุปสงค์น้ำมันจากจีนฟื้นตัว จึงคาดไตรมาส 3 ปี 2566 ค่าการกลั่นของโรงกลั่นประเภท Cracking ที่สิงคโปร์ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ตามปัจจัยหนุนของตลาดน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงยังคงต้องดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวังและติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการทำงาน
ทั้งนี้ บางจากฯ ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้น บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จากบริษัท ExxonMobil Asia Holding Pte. Ltd. ซึ่งขณะนี้ได้รับความเห็นชอบแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้รวมธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขดังกล่าวเพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการรวมธุรกิจ คาดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2566 หากการทำธุรกรรมเสร็จสิ้นจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจน้ำมันให้กับกลุ่มบริษัทบางจาก และจะส่งผลดีต่อประเทศ ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงาน ส่งต่อประโยชน์สู่ทั้งคู่ค้าและผู้บริโภค มากขึ้นตามไปด้วย
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










