ครม.ไฟเขียวปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-ลดภาษีสถานบันเทิง

ครม. ไฟเขียวยกเลิกเก็บภาษีไวน์นำเข้า ลดภาษีสุราแช่พื้นบ้าน ไวน์ ด้านสุราแช่ที่มีสุรากลั่นผสโดนภาษีปริมาณเพิ่ม พร้อมปรับภาษีสถานบริการ จาก 10% ของรายรับ เหลือ 5% ระยะเวลา 1 ปี

  • หวังส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
  • เผยสุราแช่พื้นบ้านมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี จากเดิมเก็บ 10% ลดเหลือ 0%
  • ปรับปรุงภาษีนำเข้าสินค้าไวน์ ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าไวน์รวม 21 รายการ จากเดิม 54-60% เหลือ 0% ทั้งหมด
  • เผยการจัดเก็บรายได้ภาษีครั้งนี้ จะทำให้สรรพสามิต-ศุลกากร จัดเก็บด้เพิ่มขึ้นกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.0073%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันนี้ (2 ม.ค.67) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศและภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว (Tourist Destination) หรือเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านร้านอาหารและภัตตาคารที่มีคุณภาพ หลากหลาย และมีจุดแข็งด้านราคาในระดับภูมิภาค นำไปสู่การเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยทุกระดับ และเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงได้อย่างยั่งยืน โดยประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลดภาษีสถานบันเทิง โดยมีการเพิ่มพิกัดภาษีใหม่ สำหรับสุราแช่พื้นบ้าน เช่นอุกระแช่ สาโท ที่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี จากเดิมเก็บภาษีตามมูลค่า 10% ลดเหลือ 0% ขณะที่ภาษีปริมาณเก็บเท่าเดิมที่ 150 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

ทั้งนี้ ในส่วนสุราแช่ที่มีสุรากลั่นผสม เช่น โซจู ที่มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 7 ดีกรี จะให้เก็บภาษีตามมูลค่าที่ 10% เท่าเดิม แต่ขึ้นภาษีปริมาณจากเดิม 150 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์ ขยับเป็น 255 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตร

นายลวรณ กล่าวด้วยว่า ยังมีในส่วนการปรับภาษีไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่ทำจากองุ่น จากเดิมเก็บภาษีมูลค่าราคาเกิน 1,000 บาท ที่ 10% และสำหรับไวน์ที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาท เก็บที่ 0% โดยปรับภาษีใหม่เป็นเหลือภาษีเท่ากันที่ 5% และปรับลดการเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์จาก 1,500 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์เหลือ 1,000 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล

ขณะที่ ภาษีฟรุ๊ตไวน์ หรือสุราแช่ผลไม้ที่มีส่วนผสมขององุ่นหรือไวน์องุ่น จากเดิมเก็บภาษีมูลค่าราคาเกิน 1,000 บาทที่ 10% และสำหรับไวน์ที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาท ที่ 0% ลดเหลือ 0% ทั้งหมด ขณะที่การเก็บภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์ยังคงเท่าเดิม 900 บาทต่อปริมาณหนึ่งลิตรแห่งแอลกอฮอล์

ขณะเดียวกัน ยังได้ปรับปรุงภาษีสถานบริการ ซึ่งประกอบกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ เช่น ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์จากภาษีอัตรา 10% ของรายรับ ลดลงเหลือ 5% มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี โดยจะสิ้นสุดถึง 31 ธ.ค. 67 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง รวมถึงช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐอีกด้วย

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ครม.ยังได้เห็นชอบ ปรับปรุงโครงสร้างภาษีนำเข้าสินค้าไวน์ โดยยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าไวน์ในประเภทพิกัด 22.04 และ 22.05 รวม 21 รายการ จากเดิม 54-60% ให้เหลือ 0% ทั้งหมด เพื่อต้องการขยายฐานการบริโภคและลดการลักลอบหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งจุดนี้จะทำให้กรมศุลกากร มีรายได้ลดลง 451 ล้านบาท แต่จะช่วยให้ประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางไวน์ได้ในอนาคต ที่สำคัญตอนนี้ไทยกำลังมีการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องมีการลดภาษีเหลือ 0% อยู่แล้วในอนาคต

สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและศุลกากรครั้งนี้ จะเร่งให้มีผลบังคับใช้ภายใน ม.ค.67 นี้ ซึ่งจะเป็นมาตรการถาวรที่ใช้ไปอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นการลดภาษีสถานบันเทิงที่จะทำเพียงถึงแค่สิ้นปี 67 นี้ ซึ่งประโยชน์ที่จะได้จากการดำเนินการครั้งนี้ คือจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย และไม่กระทบต่อภาพรวมของการเก็บภาษี โดยจะทำให้การจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต และภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นสุทธิ 401 ล้านบาทต่อปี และมีผลทำให้จีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.0073% เทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ ขณะที่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้น 2,900 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะยังสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เพิ่มเติมในอนาคต จากการเพิ่มขึ้นของการจับจ่ายใช้สอยและการเพิ่มขึ้นของรายได้จากผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร ธุรกิจบริการ สถานบันเทิง โรงแรม ผู้ให้บริการขนส่ง สายการบิน ฯลฯ รวมถึงส่งผลให้มีการลงทุนขยายกิจการ การจ้างงานเพิ่มขึ้นต่อไป ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น