คลังพร้อมหนุน มาตรการภาษี การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

มาตราการภาษี
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยคลังมีแนวคิดที่จะใช้มาตรการทางภาษี สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ปลัดกระทรวงการคลัง เผยคลังพร้อมสนับสนุน มาตรการภาษี การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ช่วยลดภาระไฟฟ้าให้ประชาชน มองเป็น มาตรการภาษี ที่ดีส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด

  • เผยตอนนี้กระทรวงพลังงาน ร่วมหารือกับกรมสรรพากรว่า กระทรวงการคลังจะสามารถให้แรงจูงใจอะไรได้บ้าง 
  • พร้อมสั่งกรมธนารักษ์ ไปศึกษาการทำโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ในที่ราชพัสดุ 
  • เชื่อหากไทยจริงจังเรื่องพลังงานสะอาด จะดึงเม็ดเงินจากธุรกิจที่รักษ์โลกลงทุนอีกมาก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีแนวคิดที่จะใช้มาตรการทางภาษี สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยมองว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

วันนี้ หากจะใช้มาตรการภาษีให้เกิดบางเรื่องขึ้น เมื่อมีการคำนวณแล้ว มีความคุ้มค่าก็สามารถดำเนินการได้ เพราะหากมีการลดการใช้ไฟฟ้า แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดได้มากยิ่งขึ้น กระทรวงการคลัง ก็พร้อมที่จะสนับสนุน 

นายลวรณ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน ได้มาหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ถึงเรื่องการสนับสนุน ให้ประชาชนหันมาใช้โซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากต้องการแรงจูงใจให้ประชาชนคนไทย ลดภาระในการใช้ไฟฟ้า แล้วหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ทั้งนี้ เรื่องต่อจากการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้โซลาร์รูฟท็อปแล้ว อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือ เรื่องอายุของแผงโซลาร์เซลล์ หรือแบตเตอรี่ ที่มีอายุการใช้งาน ซึ่งหากจะดำเนินการเรื่องดังกล่าว ต้องมีขบวนการ ในการดูแลจัดการซากโซลาร์ แบตเตอรี่ ที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานด้วย ต้องมีการจัดการให้คบรอบด้าน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป 

“สิ่งสำคัญ ในการทำจะมาตรการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป ต้องคิดให้รอบด้าน เช่น ออกมาตรการสร้างแรงจูงใจ ให้คนไปติดโซลาร์รูฟท็อป สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงต้องขายไฟฟ้าคืนได้ด้วย เนื่องจากต้นทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์ ขณะนี้ยังถือว่ามีราคาค่อนข้างสูง” 

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนล่าสุด อยู่ระหว่างกระทรวงพลังงาน กำลังร่วมหารือกับกรมสรรพากรว่า กระทรวงการคลังจะสามารถให้แรงจูงใจอะไรได้บ้าง 

นายลวรณ กล่าวด้วยว่า จากการได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานด้านพลังงานที่ผ่านมา พบว่า โซลาร์เซลล์ที่ดีที่สุดคือการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แบบลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งเป็น folding solar โดยจุดเด่นของการติดตั้ง folding solar คือติดตั้งง่าย ทำได้รวดเร็ว มีต้นทุนการติดตั้งถูกกว่าแบบอื่น 

รวมทั้งมีประสิทธิภาพการรับแสงอาทิตย์สูงกว่าการติดตั้งในรูปแบบบนพื้นดิน อีกทั้งยังได้พลังงานมากกว่าแผงปกติถึง 30% เพราะแผงโซลาร์ที่ติดตั้งในน้ำจะได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 2 ด้าน สามารถสะท้อนน้ำได้อีก 30% 

นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า หากเป็นบ่อน้ำ เขื่อนในนิคมอุตสาหกรรม หากมีการนำแผงโซลาร์ไปคลุมด้านบนผิวน้ำ มีผลทำให้ระดับน้ำในบ่อ มีการระเหยช้าลงอีกด้วย

ล่าสุดทางกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมธนารักษ์ ไปศึกษาการทำโซลาร์เซลล์ลอยน้ำดังกล่าว ในพื้นที่ที่อยู่เหนือเขื่อน ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการ เข้ามาลงทุนทำโซลาร์เซลล์ โดยกรมธนารักษ์ น่าจะมีส่วนช่วยในการลงทุนเหล่านี้ได้ 

นายลวรณ กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลจุดขาย และจุดแข็งดึงดูดต่างประเทศของประเทศ คือเมืองไทยมีพลังงานสะอาดที่เพียงพอ ดังนั้นอุตสาหกรรมที่เป็นไฮเทค หรืออุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด เช่น ในประเทศแถบยุโรป ผู้ประกอบการเหล่านั้น เขาพร้อมและยอมจ่ายเม็ดเงินลงทุนที่แพงกว่า เพื่อธุรกิจของเขา ได้ใช้ไฟฟ้า-ระบบน้ำที่สะอาด ไม่สร้างผลเสียให้กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็มีผลต่อด้านภาษีในการนำเข้า-ส่งออก สินค้าในหลายๆ ประเทศแล้วในยุโรป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้จัดทำมาตรการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์การลงทุนของโลก 

เนื่องจาก ปัจจุบันธุรกิจที่มี ESG ที่ดี จะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพของการเติบโตในระยะยาวได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีหลากหลายมาตรการ ที่ช่วยส่งเสริมและจูงใจ ที่จะพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลัง จะพิจารณามาตรการภาษีคาร์บอน เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในธุรกิจสีเขียวเพิ่มมากขึ้น ใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการลดหย่อนภาษี สำหรับการชำระภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลด้วย อีกทั้ง มาตรการสินเชื่อธุรกิจสีเขียวดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจสีเขียว หรือการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือน ซึ่งสถาบันการเงินของรัฐ ได้ดำเนินการไปแล้ว

ด้านนายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศ เริ่มมีมาตรการทางการค้า เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ซึ่งเป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอน ก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มบังคับใช้กับสินค้าเหล็ก ซีเมนต์กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย อลูมิเนียม และจะขยายไปยังสินค้ากลุ่มอื่นในอนาคต

รวมถึงยังมีมาตรการ CCA หรือ Clean Competition Act ที่จะมีการปรับราคาคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งเมื่อเดือน มิ.ย.66 มีมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือ Thailand Taxonomy ออกมา

เพื่อผลักดันภาคธุรกิจสู่แนวคิด ESG และยังได้แสดงเจตนารมย์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของระดับประเทศ โดยประกาศเป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065

กระทรวงการคลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : คลังเผยมาตรการภาษีสนับสนุน การท่องเที่ยวในประเทศ