
ครม.ไฟเขียวมาตรการพักหนี้เกษตรกร 2.7 ล้านราย ระยะเวลา 3 ปีวงเงินรวม 3 หมื่นล้าน เริ่ม 1 ต.ค.66 ตั้งเป้าปีแรกใช้งบ 1.2 หมื่นล้าน
- หวังจูงใจลดหนี้ลูกค้า NPL ธ.ก.ส. ให้ชำระหนี้ตัดเงินต้นเลย 100%
- พร้อมมีกลไกให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน นำเงินไปประกอบอาชีพ ผ่านสินเชื่อเพิ่มเติมรายละไม่เกิน 100,000 บาท
- เปิดเช็คสิทธิ์ร่วมมาตรการ ผ่านแอป BAAC Mobile ธ.ก.ส.คาดทำ NPL สิ้นปีบัญชี 66 เหลือ 5.5%
วันนี้ (26 ก.ย.66) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาลระยะที่ 1 รวมถึงการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส. ผู้ที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าวภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรระยะเวลา 3 ปี วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท โดยในปีที่ 1 อนุมัติวงเงิน 12,000 ล้านบาท ในการจ่ายดอกเบี้ยทดแทนเกษตรกร โดยใช้งบประมาณจากนโยบายกึ่งการคลัง มาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.66 โดยมีรายละเอียดมาตรการ ดังนี้
1. มาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล โดยเกษตรกรลูกค้ารายย่อย ธ.ก.ส. จำนวน2.698 ล้านราย ที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 ก.ย. 2566 ไม่เกิน 300,000 บาท และมีสถานะเป็นหนี้ปกติและ/หรือเป็นหนี้ค้างชำระ (หนี้ 0 – 3 เดือน และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans : NPLs)) ได้รับสิทธิ์ในการพักชำระหนี้ระยะแรกดำเนินการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2567 โดยเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ต้องการรับสิทธิ์สามารถแสดงความประสงค์เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าวได้ตามความสมัครใจ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2567
ทั้งนี้ สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะเป็น NPLs จะสามารถเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ได้ เมื่อได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส. แล้ว โดยหากต้องการชำระหนี้ ก็จะสามารถชำระเงินต้นได้ทั้งหมด 100% โดยไม่มีการนำไปตัดส่วนดอกเบี้ย

2. การพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส. ผู้ที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ดังกล่าวภายใต้หลักการ “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อเป็นการบรรเทาภาระหนี้สินเกษตรกรอย่างบูรณาการ ธ.ก.ส. ร่วมกับส่วนงานราชการและหน่วยงานภายนอกดำเนินการอบรมเกษตรกรคู่ขนานไปกับมาตรการพักชำระหนี้ที่ได้เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรในการนำเงินไปลงทุนปรับเปลี่ยนหรือขยายการประกอบอาชีพ โดยการอบรมอาชีพเกษตรกรจะช่วยฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีศักยภาพ มีความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อมทั้งเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมวินัยการเงินซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาล และ ธ.ก.ส. ยังมีกลไกให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อได้ โดยมีการจัดสินเชื่อเพิ่มเติมรายละไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมให้ดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ โดยรยะเอียดจะมีการประชุมร่วมกับบอร์ด ธ.ก.ส. เพื่อหาข้อสรุปอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนอีกครั้งเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs เป็นไปอย่างบูรณาการ และให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดมาตรการในการพักหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ซึ่งมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เป็นประธานโดยคณะทำงานมีอำนาจและหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการในการพักชำระหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขสถานการณ์หนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs
โดยกระทรวงการคลังคาดว่า มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรดังกล่าว จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อยให้สามารถมีรายได้เหลือเพียงพอต่อรายจ่ายที่จำเป็นในครัวเรือน รวมถึงมีโอกาสขยายการลงทุนในการประกอบอาชีพและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ซึ่ง ธ.ก.ส. ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภายนอกอย่างบูรณาการจะช่วยยกระดับการดำรงชีพของเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างความมั่นคงของเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ธ.ก.ส. มี NPLs อยู่ที่ 1.29 แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% ขณะที่ลูกค้าที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วมมาตรการพักหนี้ของ ธ.ก.ส. 2.7 ล้านราย เป็นลูกหนี้สถานะ NPLs จำนวน 600,000 ราย มูลหนี้ 3.6 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าว จะทำให้สถานะลูกค้ากลับมาปกติ และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปีบัญชี 2566 สถานการณ์ NPL ของ ธ.ก.ส.จะอยู่ที่ระดับ 5.5% ตามเป้าหมาย
“ตามกำหนดเกณฑ์ลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ มีมูลหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท เพราะโดยเฉลี่ยลูกค้ารายย่อยของ ธ.ก.ส. จะมีมูลหนี้รายละ 340,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการกว่า 70% ส่วนที่เหลือไม่ได้พักหนี้ให้ 40% เป็นลูกค้าเกษตรกรกลุ่มแข็งแรง และธนาคารมีการดูแลเรื่องผลกระทบด้านภัยธรรมชาติ การสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ เช่น โครงการชำระดีมีโชค เป็นต้น”
ทั้งนี้ สำหรับการเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการพักหนี้เกษตรกรนั้น ธ.ก.ส. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ ผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile จากนั้นจะมีการนัดลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันสินเชื่อเข้ามาเซ็นสัญญา เพื่อทำการขยายสัญญาเงินกู้ โดยทางเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จะออกไปพบลูกค้าผ่านการรวมกลุ่มในตำบล หรือในหมู่บ้าน เป็นต้น เพื่อลดความแออัดในการเดินทางมาที่สาขาของธนาคาร โดยแจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 จนถึง 31 ม.ค. 2567 รวม 4 เดือน นอกจากนี้ ในกรณีที่เกษตรกรไม่สะดวก สามารถติดต่อแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการที่สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศ ซึ่งพนักงานจะอำนวยความสะดวกใหู้กค้าในการแจ้งความประสงค์ผ่าน BAAC Mobile เพื่อเข้าสู่ระบบการประมวลผล และตรวจสอบสิทธิ์

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับการดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรครั้งนี้ มีความแตกต่างจาก 13 ครั้งที่ผ่านมา โดยมีจุดเด่น 5 ประการ ได้แก่ 1. คงหนี้ชั้นเดิมไว้ 2.ตัดเงินต้นเปลี่ยนลำดับการชำระหนี้ 3.ให้สินเชื่อเพิ่มเติม 4.เพิ่มมาตรการเกี่ยวกับการดูแล เพิ่มความสามารถให้เกษตรกร และ 5.รวมหนี้ NPL ตั้งใจให้ NPL ลดลง ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจ่ายเงินต้น










