ททท.พร้อมนำท่องเที่ยวไทยปี’70 ทำรายได้ 35% จีดีพี ชูความมั่นคง 4 เรื่อง-ตลาดในประเทศดันเศรษฐกิจโต



“ยุทธศักดิ์” ยัน ททท.พร้อมนำท่องเที่ยวไทยปี’70 ดึงรายได้เข้าประเทศตามเป้า 35% จีดีพี ดึงทั่วโลกเที่ยวไทย 60-70 ล้านคน/ปี

  • ย้ำตลาดในประเทศ และ “ไทยเที่ยวไทย” ตัวแปรกระจายรายได้สร้างเศรษฐกิจทั่วถึงท้องถิ่น
  • แนะ “สร้างความมั่นคงการท่องเที่ยว” 4 เรื่อง “Supply Side-โครงสร้างพื้นฐาน-ใช้เทคโนโลยี-พัฒนาสู่ยั่งยืน”

ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า หลังจากประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ททท.ทั้งตลาดในประเทศและสำนักงานทั่วโลกยังคงเดินหน้าร่วมมือกันทำงานตามเป้าหมายของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันนำอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จะทำรายได้เข้าประเทศให้เป็นตามเป้าหมาย 35 % ของผลิตภัณฑ์รายได้มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือไม่น้อยกว่าปีละ 3 ล้านล้านบาท มุ่งสร้างตลาดคุณภาพ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูงซึ่งจะทำให้มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้ามาใช้บริการใกล้เคียงกับจำนวนประชากรของไทย 60-70 ล้านคน

ส่วนพลังสำคัญสร้างความสำเร็จ “เอกชน” ทุกขนาดธุรกิจทุ่มเททำกันอย่างเต็มที่ โดยจะต้องร่วมมือกันพัฒนาอย่างเต็มที่นับจากนี้เป็นต้นไปเพื่อ “สร้างความมั่นคงทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย” 4 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 การพัฒนาผู้ประกอบการ Supply Side ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพตามกลุ่มเป้าหมายที่ประเทศต้องการ

เรื่องที่ 2 การลงทุนโครงการพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว กรณีตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยยังต้องเผชิญปัญหาเครือข่ายคมนาคม ระบบขนส่งสาธารณะ และการบริการ

เรื่องที่ 3 การตอบรับทางเทคโนโลยี นำเข้ามาใช้เพิ่มมูลค่า สร้าความพึงพอใจให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ที่ดี

เรื่องที่ 4 การบริหารความเสี่ยงจากสิ่งที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากภายนอก เรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านประเทศไทยยังสามารถรับมือได้เป็นอย่างดี

ซึ่งทั้ง 4 เรื่องจะต้องพัฒนาและขับเคลื่อนบนพื้นฐาน “ความยั่งยืน” ซึ่งเป็น “กุญแจสำคัญ” หรือ Key Driver ทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตต่อไป

ขณะเดียวกันการเดินหน้าพัฒนาฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์เคียงข้างกันไป 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศซึ่งเป็นทั้งธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนที่ 2 ความพร้อมทางด้านบริการต่าง ๆ หรือ hospitality ทุกวันนี้เมืองไทยได้เป็นสองรองใคร และที่จะต้องเติมเต็มเป็นอันดับแรกคือ ส่วนที่ 3 People Ware หรือคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในอดีตก่อนเกิดโควิดเคยมีถึง 10 ล้านคน ตอนนี้จะต้องหาวิธีพัฒนาคนทั้งการปรับปรุงและยกระดับ Re-Up Skill ทักษะการทำงานใหม่อีกครั้งอย่างเข้มข้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยวของไทย

สำหรับ “ซอฟท์แวร์” เป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีต้องคำนึงถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว มุ่งไปสู่การพลิกโฉมสู่ดิจิทัล หรือในญี่ปุ่นเรียกว่า DX หรือ digital Transformation :การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าๆ  สู่สิ่งใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น เป็นเรื่องจำเป็นจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงนำเข้ามาใช้เพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว ด้วยการปรับปรุงการทำงาน หรือทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข

ขณะที่การรับมือกับโลกท้าทาย อีก 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 โลกร้อน หรือ โลกเดือด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับการเดินทางท่องเที่ยว หากประเทศที่เคยหนีหนาวมาไทย หลังจากนี้ถ้าอากาศไม่หนาวมากแล้วย่อมส่งผลถึงการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องที่ 2 การพัฒนาแรงงาน ลดแรงกระแทกโดยบริหารความเสี่ยงทั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ และอื่น ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะนำมาใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ททท.ยังคงสามารถใช้คัมภีร์ MOVE หรือการขับเคลื่อนและการพัฒนา 5 เรื่อง ตั้งแต่ 1.การตลาด 2.องค์กร 3.สร้างมูลค่าเพิ่ม 4.การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 5.เพิ่มประสิทธิสร้างกลไกการทำงานของททท. อนาคต ซึ่งแต่ละเรื่องมีรายละเอียดแตกต่างกันไป คือ

เรื่องที่ 1 ขับเคลื่อนและพัฒนาด้านความยั่งยืนเป็นกุญแจสำคัญสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน ททท.มีแผนแม่บทชัดเจนทั้ง SDGs และ STGs

เรื่องที่ 2 สร้างสมดุลทั้งดีมานต์และซัพพลาย ก่อนโควิดทำให้ไทยไม่สามารถปรับราคาขายท่องเที่ยวได้ นำผลผลิตได้มากแต่กำไรน้อย ดังนั้นจึงต้องทำโครงสร้างดังกล่าวใหม่โดยเน้นการทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่ 3 การพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว สามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวปัจจุบัน แล้วมีกลุ่มใดบ้างเป็นลูกค้าสำคัญ ทำให้วันพักเฉลี่ย การใช้จ่าย เพิ่มสูงขึ้น

เรื่องที่ 4 การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล DX Digital Transformation จะวางกลยุทธ์อย่างไรเพิ่มความยั่งยืนและมูลค่าต้องให้ความสำคัญและไม่ละเลยเรื่องนี้ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและมีความรอบรู้ เพื่อป้องกันการสูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไป

เรื่องที่ 5 การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ซึ่งมี Amazing Thailand เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง จะต้องเริ่มต้นอีก 1-2 ปีข้างหน้า ต่อยอดความสามารถการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและความหมายพิเศษขึ้นมาหรือ Meaningful Relationship ทำให้ไทยเป็นประเทศเป็นจุดหมายปลายทางของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ส่วนรายได้ท่องเที่ยวจาก “ตลาดในประเทศ” ก็ต้องทำให้เป็นขาที่มั่นคง เพราะหากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดก็จะยังแข็งแกร่งได้ ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น ขณะนี้การขับเคลื่อนไทยเที่ยวไทยมีสถิติการเดินทางตามจำนวนล้านคนครั้ง เมื่อนำมาคำนวณโดยหารด้วยจำนวนประชากรต่อปี ยังทำได้ไม่ถึง 3 คนครั้ง/ปี ฉนั้นจะต้องรักษาความต่อเนื่อง “ไทยเที่ยวไทย” ให้เข้มแข็งมากที่สุด ซึ่งตามเป้าหมายยังสามารถขยายฐานทั้งรายได้จากการเพิ่มความถี่การเดินทาง การใช้จ่ายเงิน การเพิ่มวันพัก การใช้จ่ายทางด้านอาหารและสินค้าชุมชนซึ่งมีให้เลือกอีกหลากหลาย

ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่าตลอด 8 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีสินค้าการท่องเที่ยวที่ดีและหลากหลาย โดยเฉพาะโรงแรมที่พักหรูหรา อาหารอร่อยมีตั้งแต่สตรีทฟู้ดไปจนถึงมิชลินสตาร์ แต่คนทั่วโลกก็ยังโหยหา “ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี” มีน้ำใจ ดูแลใส่ใจนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปฐมบทของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หากไทยไม่ได้ทำสิ่งดังกล่าวแล้วก็อาจจะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันได้ ดังนั้นจึงขอรณรงค์ให้ทุกคนหันมาช่วยกันทำ Thai Hospitality เพื่อรักษารายได้การท่องเที่ยวไว้ให้ได้ตราบนานเท่านาน

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen