
- “TIPMSE” นำทีมเอกชนร่วมถกร่างกฎหมายใหม่ EPR จ่อใช้ปี’70 เร่งปลุกธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ตื่นตัวรับมือ
- บริษัทใหญ่ในไทยดาหน้าขานรับกลไกธุรกิจยุคใหม่ ลุยพัฒนาระบบเรียกคืนบรรจุภัณฑ์ สู่รีไซเคิลเต็มรูปแบบ
นายธงชัย ศิริธร รองประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เปิดเผยว่า ทางสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดสัมมนา “ผู้ประกอบการแบรนด์สินค้ากับการเตรียมตัวสู่ EPR (Extended Producer Responsibility)” ขึ้นในระหว่างงานจัดแสดงสินค้า Propak Asia 2023 โดยได้เปิดเวทีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเตรียมความพร้อมของผู้ผลิต และผู้ประกอบการ นำหลักการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปสู่การปฏิบัติทั้งแบบสมัครใจและรองรับตามกฎหมาย EPR ซึ่งมีแนวโน้มจะเริ่มประกาศบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคเอกชนไทยทั้งประเทศ ควรจะต้องต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อม มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายและรายละเอียดที่จะต้องต้องดำเนินการเพื่อให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกับนานาประเทศได้
ตามแนวทางของร่างกฎหมาย EPR คือ หลักการขยายความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิตซึ่งคู่ค้าทั่วโลกกำลังให้น้ำหนักความสำคัญอย่างมาก โดยจะทำธุรกิจกับผู้ประกอบการที่มีกระบวนการผลิตครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นน้ำด้านการออกแบบ การผลิต ไปจนถึงปลายน้ำการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ถูกต้องตามหลักการอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทาง TIPMSE จึงได้ในงานใหญ่ Propak Asia 2023 ร่วมมือกับภาครัฐโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดรับฟังมุมมองภาคเอกชนที่มีต่อเนื้อหาตาม “ร่างกฎหมาย” EPR พร้อมทั้งทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาใหม่ ๆ ควบคู่กับภาคเอกชนได้รายงานความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ให้รัฐได้รับรู้ด้วย

นางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี รองผู้อำนวยการใหญ่และรักษาการผู้อำนวยการ TIPMSE กล่าวว่า EPR เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่รัฐมุ่งส่งเสริมการจัดระบบเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อนำไปรีไซเคิลสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วงที่ผ่านมาทาง TIPMSE ซึ่งเป็นองค์กรหลักของภาคเอกชนเริ่มนำร่องทำโครงการ EPR ภาคสมัครใจภายใต้โครงการ PackBack เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืนขึ้นในจังหวัดชลบุรี 3 พื้นที่ ได้แก่ เทศบาลเมืองแสนสุข เทศบาลเมืองบ้านบึง และเทศบาลตำบลเกาะสีชัง เนื่องจากเป็นพื้นที่มีความหลากหลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีศูนย์รวบรวมบรรจุภัณฑ์ เป็นทั้งเมืองและชนบท โดยได้เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่าเข้ามามีส่วนร่วมทำไปด้วยกัน ทั้งภาคชุมชน ซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า ผู้จัดเก็บรวบรวมรายกลางและรายใหญ่ เดินหน้าพัฒนาต้นแบบ EPR ของประเทศไทย รวมถึงถอดบทเรียน และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย และเตรียมขยายผลโมเดลนำร่องดังล่าวไปใช้ในพื้นที่อื่นต่อไป
ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ร่างกฎหมายต่อการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนตามหลักการ EPR หรือเรียกว่า “ร่าง พ.ร.บ.จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” ฉบับนี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2568 ขั้นตอนหลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของรัฐสภา ตามกำหนดการเวลาที่วางไว้ จึงน่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งการทำกฎหมายเรื่องนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะเกิดกับธุรกิจ BCG มากขึ้น ปัจจุบันไทยทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ของไทย มีวงจรรับคืนบรรจุภัณฑ์ พร้อมอยู่แล้วในระดับหนึ่งนั่นเอง
นายเลิศฤทธิ์ เลิศวัฒนวัลลี บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันมีนโยบายชัดเจนเรื่องแผนสนับสนุนการจัดการขยะและบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถนำหลักการ EPR มาใช้ในภาคบังคับ นับเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันทั้ง ซัพพลายเออร์ และ เจ้าของแบรนด์ (Brand Owner) ซึ่งแบรนด์ต่างๆ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ ขณะที่ผู้บริโภคจะต้องเร่งให้ความรู้สร้างความเข้าใจในเรื่องรีไซเคิลมากขึ้น จึงจะทำให้ ร่าง พ.ร.บ.จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญคือในทางปฏิบัติแล้วสามารถทำได้จริงหรือไม่
นายอรชัย อัจฉรานุกูล ผู้บริหาร บริษัท อายิโน๊ะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า EPR เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเมืองไทย ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมเดินหน้าทำโดยจะมีส่วนร่วมเต็มที่ ขณะนี้ยังมีเวลาปรับและเตรียมตัวก่อนกฎหมายฉบับนี้จะประกาศใช้ในอนาคต ส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อาจได้รับผลกระทบบ้าง ทางภาครัฐ ควรสนับสนุนให้เตรียมความพร้อมก่อนล่วงหน้า รวมทั้งมองกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นโอกาสทั้งด้านประกอบธุรกิจและเกิดการสร้างอาชีพใหม่ๆ ขึ้นได้
ทั้งนี้ TIPMSE ได้ร่วมกับภาครัฐผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นให้เอกชนมีส่วนร่วมเล็งเป้าหมายสำคัญ คือการทำให้ EPR เป็นเครื่องมือในการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน แล้วเอกชนเองก็จะต้องเข้ามาร่วมกำหนดแนวทางเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ทำให้สิ่งแวดล้อมยั่งยืนต่อไปได้
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










