
ททท.ตั้งเป้าปี’67 โกยเงิน 4 ทวีปไกล “ยุโรป-อเมริกา-ตะวันออกกลาง-แอฟริกา” 6.8 แสนล้านบาท
- ปลื้มมหาเศรษฐีตะวันออกกลางใช้เงินในไทย 1 แสนบาท/คน/ทริป งัดใช้กลยุทธ์ EGF
- ปลุกเทรนด์ท่องเที่ยวยั่งยืนล็อกเป้าตลาด 1 ล้านคน/ประเทศ
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้จัดทำแผนท่องเที่ยวปี 2567 ตั้งเป้าทำรายได้ก้าวสู่สถานการณ์ปกติ 3 ล้านล้านบาท จาก “ตลาดต่างประเทศ” 1.92 ล้านล้านบาท จำนวนรวมทั้งหมด 35 ล้านคน โดยมี “ตลาดระยะไกล” (long hual) ที่ดูแลทั้งหมด 4 ทวีป ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ต้องทำส่วนแบ่ง “รายได้” ประมาณ 6.8 แสนล้านบาท หรือ 35% นำเข้านักท่องเที่ยว 8.8 ล้านคน จาก ยุโรป 2,933,660 คน อเมริกา 620,474 คนตะวันออกกลาง 231,206 คน และแอฟริกา 45,663 คน
จึงได้วางกลยุทธ์สร้างความสำเร็จด้วย “การเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจากนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล” ตามเป้าปี 2567 ตั้งไว้เฉลี่ยทั้งหมด 76,800 บาท/คน/ทริป สูงกว่าปี 2566 ทำไว้ดังนี้“ยุโรป” 71,718 บาท/คน/ทริป ตะวันออกกลาง 99,172 บาท/คน/ทริป อเมริกา 76,297 บาท/คน/ทริป

ภายใต้ “การเพิ่ม” 3 ส่วน ได้แก่ 1.เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวคุณภาพ 2.เพิ่มวันพักเฉลี่ยนานวันขึ้น 3.เพิ่มการใช้จ่ายเงินแต่ละวันแต่ละทริปซึ่งมีกิจกรรมให้ใช้เงินมากขึ้น ควบคู่กับจะนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวตามที่ได้วางทิศทางขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ EGF คือ
กลยุทธ์ที่ 1 “E -Eco System Sustainablity” การสร้างระบบนิเวศน์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากผลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา หันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีกระแสให้สายการบินนานาชาติปรับตัวลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ (Carbon Emission) ในแต่ละเที่ยวบิน
พอนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาถึงเมืองไทยต้องสร้างสินค้าท่องเที่ยวตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ในมิติการจัดการขยะ น้ำดื่ม น้ำเสีย ลดปริมาณพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง การกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมเป็นธรรมกับชุมชนรอบพื้นที่พักและแหล่งท่องเที่ยว เช่น โรงแรมที่พักเลือกใช้วัตถุดิบอาหารจากชุมชนในพื้นที่ ทำให้นักท่องเที่ยวมีความสุข ตอนนี้ททท.กำลังทยอยรวบรวมสินค้าท่องเที่ยวตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว

กลยุทธ์ที่ 2 “F-Fantastic Four” ทุกพื้นที่ทุกตลาดจะเน้นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่นครอบครัว หรูหรา การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และเดินทางดิจิทัลที่ใช้สถานที่ใดก็ได้ทำงานได้เที่ยวด้วย หรือDigital Nomad ซึ่งคาดหวังจะพบกับสินค้าท่องเที่ยวเมืองไทยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ สร้างรายได้หล่อเลี้ยงของไทยทั้งประเทศ
กลยุทธ์ที่ 3 “G-Go Beyond A Million” เน้นแผนจุดประกายในตลาดที่มีจำนวนคนเดินทางมาเมืองไทยปีละเกิน 1 ล้านคนขึ้นไป ซึ่งแต่ละสำนักงาน ททท.ทั้ง 4 ทวีป จะต้องร่วมมือกันสร้างจำนวนคนรวมกันให้ได้ตามเป้าหมายดังกล่าว เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบินระยะไกลข้ามทวีปยังคงมาเมืองไทย โดยยังต้องจ่าย “ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินราคาแพง” ดังนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงปรับรูปแบบเมื่อมาถึงแล้วก็จะพัก “นานวัน” ขึ้น ให้คุ้มค่ากับค่าตั๋วเครื่องบินแล้วอยู่พักผ่อนให้หายคิดถึงเมืองไทย จึงทำให้ ททท.ไม่ได้ติดกับดักเรื่องจำนวนคนแต่อย่างใด
ปี 2566 ตลาดระยะไกล จาก 4 ทวีปนิยมพักอยู่ในเมืองไทยนานวันพร้อมกับใช้เงินมากขึ้น ประกอบด้วย “ยุโรป” เฉลี่ย 19.40 วัน/คน/ทริป ใช้จ่ายเงิน 71,718 บาท/คน/ทริป “ตะวันอออกกลาง” เฉลี่ย 16.17 วัน/คน/ทริป ใข้จ่ายเงิน99,172 บาท/คน/ทริป และ “อเมริกา” เฉลี่ย 15.26 วัน/คน/ทริป ใช้จ่ายเงิน 76,297 บาท/คน/ทริป

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า จะใช้กลยุทธ์ EFG ล็อกเป้าตลาด เริ่มจาก จะใช้ “กลยุทธ์ E-Eco System Sustainablity” ในตลาด“ยุโรป” เป็นจุดเริ่มจากต้นทางขยายฐานตลาดการท่องเที่ยวที่เน้นความใส่ใจสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย (นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก) เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี ใช้ “กลยุทธ์ F-Fantastic Four” รุกแต่ละตลาดต่างกัน เช่น นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว จากรัสเซีย ช่วงซัมเมอร์ ฮอลิเดย์ เป็นแปลกไปจากเดิมที่ยุโรปหันมาเที่ยวเมืองไทยช่วงหน้าฝนไม่ใช่นอกฤดูเดินทาง (low season) อีกต่อไป
ใช้กลยุทธ์ “G-Go Beyond Million” โดยให้ ททท.แต่ละสำนักงานทำร่วมกัน โดยประเมินจากพื้นที่มีสายการบินนานาชาติบินตรงเข้าไทย เช่น ปลายปี 2566 แอร์ แคนาดา จะเปิดบินตรงเข้าไทย กระจายตัวไปยังสนามบินนานาชาติของไทย ทั้งสุวรรณภูมิ อู่ตะเภา กระบี่ ภูเก็ต และอื่นๆ
ส่วน “ตะวันออกกลาง” เป็นตลาดดาวรุ่งของไทย ด้วยศักยภาพความเป็นทวีปศูนย์กลางเชื่อมต่อเที่ยวบิน หรือAviation Hub โดยมีสายการบินขนาดใหญ่เปิดบินจากดูไบ อาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเมริเรตส์ ไปยังประเทศแถบยุโรปได้เกือบทั้งหมด จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าเมืองไทยมาแรงโดยมี “ซาอุดิอาระเบีย” อันดับ 1 ส่งสัญญาณชัดเจนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังรัฐบาลไทยกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีกลับคืนมาได้ ปี 2566 ทำสถิติมาเที่ยวไทย กว่า 75,000 คน เตรียมเพิ่มเที่ยวบินตรงสู่ภูเก็ต และปี 2567 ททท.จะเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในซาอุดิอาระเบียด้วย อันดับ 2 สหรัฐอาหรับเมริเรตส์ ประมาณ 50,000 คน
นายศิริปกรณ์ ยืนยันว่าปี 2567 จะเดินหน้าใช้กลยุทธ์กระตุ้นตลาดทั้ง 4 ทวีป ด้วยการลงทุนเข้าร่วมงาน “เทรดโชว์”รายการใหญ่ระดับโลก เช่น WTM -World Travel Market ในลอนดอน สหราชอาณาจักร งาน ITB -International Travel Berlin ที่กรุงเบอร์ลิน เยอรมัน กับ “จัดโร้ดโชว์” ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก โดย ททท.จะนำเอกชนไทยเดินทางไปขายกับคู่ค้าในพื้นที่ตลาดสำคัญใหม่ ๆ เช่น การนำเสนอที่พักอาศัยตามเส้นทางรถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน เพื่อความสะดวกสบาย
อันดับแรก ททท.จะต้องหาพันธมิตรสายการบินให้ได้ก่อน เพื่อให้มีระบบบริการขนส่งนักท่องเที่ยวจากต้นทางเข้ามาเมืองไทย อันดับ 2 ประเมินโอกาสทางเศรษฐกิจของแต่ละตลาดอย่างใกล้ชิด เสถียรภาพในมิติต่าง ๆ ในยุโรปจะเน้นพื้นที่ใหม่จาก Local to Global Airport -นำผู้โดยสารต้นทางจากสนามบินเล็กเมืองรองเคลื่อนย้ายมาสู่สนามบินใหญ่เมืองหลักแล้วเดินทางข้ามทวีปมาเมืองไทย

สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวระยะไกลที่น่าสนใจ ระหว่าง 1 มกราคม -10 กรกฎาคม 2566 ททท. ยุโรป 5 สำนักงานได้แก่ มอสโก รัสเซีย ทำได้ 932,986 คน แฟรงเฟิร์ต เยอรมัน ทำได้ 488,441 คน ลอนดอน สหราชอาณาจักร ทำได้486,211 คน ปารีส ฝรั่งเศส ทำได้ 438,225 คน กรุงโรม อิตาลี ทำได้ 310,863 คน สต็อกโฮม สวีเดน ทำได้ 286,038 คน และดูแลพื้นที่อีก 12 ประเทศ ทำได้ 164,545 คน
ส่วน “ตะวันออกลาง” ททท.สำนักงานดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูแลพื้นที่ตลาดทั้งหมด 13 ประเทศ ทำได้ 579,439 คน
ททท.อเมริกา และแคนาดา 3 สำนักงาน ทำได้รวม 637, 993 คน จากนิวยอร์กและลอสแองเจลิส ทำได้ 472,317 คนและโตรอนโต แคนาดา ทำได้ 114,071 คน
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










