
- นักวิชาการทั่วไทย-เอกชน-บพท.จ่อชงรัฐบาลใหม่-สว.เร่งแก้จน 8 ประการ
- ผลักดันโมเดลต้นแบบแซนด์บ็อก 7 จังหวัด ล้างความยากจนให้ได้ ปี’70
- สภาพัฒน์ผ่าไส้ในปัญหาเพียบ-FETCO ชี้รัฐใช้งบ 8 แสนล้าน แก้ไม่ได้ผล
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า หลังเสร็จสิ้นการจัดงานสัมมนาพหุภาคี “สู้ชนะความจน บนฐานพลังความรู้ พลังภาคี” บพท.) ได้เปิดเวทีให้ภาครัฐ เอกชนภาควิชาการ ระดมสมองสังเคราะห์ชุดความรู้ เป็นข้อเสนอ “แก้ความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ 8 ประการ” เตรียมจะเสนอรัฐบาลใหม่และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำไปใช้นโยบายแก้จนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ และผลักดันนวัตกรรมต้นแบบแก้จนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัดแซนด์บ็อก 7 จังหวัด ที่จะล้างความยากจนให้สำเร็จภายในปี 2570 ที่จะต้องให้รัฐช่วยปลดล็อกข้อกฎหมายที่เป็นอุสรรคต่อการสร้างรายได้ของชุมชนด้วย
ในระบบข้อมูลชี้เป้า ที่ บพท.พัฒนาร่วมกับทีมวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยในพื้นที่บ่งชี้ถึง สาเหตุแห่งความจนในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกันจากการขาดแคลนเรื่องต่าง ๆ คือ “ภาคเหนือ” ขาดแคลนหลายเรื่อง คือ ที่ดินทำกินจากเงื่อนไขสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา ขาดปัจจัยการผลิต ขาดทักษะด้านอาชีพ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขาดแคลนแหล่งน้ำทางการเกษตร ระดับราคาพืชผลขายได้ราคาต่ำ การศึกษาน้อย ขาดทักษะด้านอาชีพ “ภาคกลาง” ศึกษาน้อย ต้องเผชิญภาวะยากจนเฉียบพลันจากปัญหาสุขภาพ และภัยธรรมชาติ “ภาคใต้” ได้รับผลจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงด้านรายได้และอาชีพ

ดร.กิตติ กล่าวว่า จากการสังเคราะห์ปัญหายากจนมีระดับความเข้มข้นสูงสุด อันดับ 1 ปัญหาด้านทุนมนุษย์ นั่นคือศึกษาน้อย มีทักษะอาชีพต่ำ สุขภาพไม่แข็งแรง อันดับรองลงมา เรื่องทุนกายภาพเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยความเสื่อมโทรมแถมยังยังไม่ถึงบริการโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค อันดับ 3 ปัญหาด้านทุนทางการเงิน คือมีภาระหนี้สินขาดแคลนเงินออม ขาดทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยการผลิต อันดับ 4 ปัญหาทุนทางสังคม จากการเข้าไม่ถึงบริการสวัสดิการภาครัฐ ตามมาด้วยปัญหาทุนธรรมชาติ เรื่องที่ดินทำกิน
บพท.ได้ทำงานวิจัยแก้จนลดเหลื่อมล้ำแบบมีส่วนร่วม กับมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ พัฒนาระบบฐานข้อมูลครัวเรือนยากจน (Pratical Poverty Provincial Connext-PPPConnext) ทำแพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (Provincial Poverty Alleviation Platform : PPAP) โดยมีข้อมูลเชิงลึกที่รวบรวมจากกลไกความร่วมมือ ซึ่งเป็นถอดข้อมูลจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่นำมาออกแบบโมเดลแก้จน บวกกับการกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างตรงจุดซึ่งพร้อมจะส่งต่อนโยบายให้รัฐบาลใหม่ต่อไป
ในเวทีสัมมนาครั้งนี้ทั้งนักวิชาการ นักวิจัย ร่วมกับการสังเคราะห์สาระสำคัญเพื่อเป็นข้อเสนอส่งมอบให้รัฐบาลชุดใหม่และสมาชิกรัฐสภา เป็นบัญญัติ 8 ประการ

ประการที่ 1 สืบสานต่อยอดการทำงานศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ให้ทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือ แบบต่อเนื่อง และควรเพิ่มหน่วยงานเจ้าภาพเพื่อร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ องค์กรชุมชน ภาคประชาชาสังคม และบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา/มหาวิทยาลัย
ประการที่ 2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรได้รับการยกระดับเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำในแต่ละพื้นที่
ประการที่ 3 การจัดสวัสดิการภาครัฐ ควรจัดสวัสดิการแบบมุ่งเป้า โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลชี้เป้าที่มีความแม่นยำ
ประการที่ 4 เชื่อมโยงระบบข้อมูลครัวเรือนของประเทศ โดยให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมบริหารจัดการระบบข้อมูลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยเป็นปัจจุบันตลอดเวลา เพื่อประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความจน และคุ้มค่างบประมาณ
ประการที่ 5 สร้างเครือข่าย และกลไกกระบวนการช่วยเหลือคนจน และติดตามประเมินผล ภายใต้พลังความรู้จากงานวิจัยและพลังการมีส่วนร่วมของภาคีในพื้นที่ และมีการบริหารจัดการโดยคนในพื้นที่
ประการที่ 6 เสริมพลัง โดยให้คนยากจนลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของปัญหาความยากจนด้วยตนเอง
ประการที่ 7 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่หน่วยงาน องค์กรธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกื้อกูลคนจน
ประการที่ 8 พัฒนาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่มหาวิทยาลัย ให้เป็นแหล่งจำหน่าย หรือกระจายผลิตผลคนจน
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า “ความจน ความเหลื่อมล้ำภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ปัจจุบันพบช่องว่างหลายเรื่อง เพราะยังเน้นแก้ปัญหาความยากจนที่ตัวบุคคล ไม่ได้เน้นเชิงโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมในสังคมกับเสริมพลังกลุ่มยากจนและกลุ่มเปราะบางควบคู่กัน

แล้วยังมีปัญหาย่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ก็ไม่ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 2.การจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาแบบเดิมไม่บรรลุผลความเสมอภาคทางการศึกษาระบบสาธารณสุขขาดมาตรฐานกลางทั้ง 3 ระบบ
3.การออกแบบระบบจัดการรายได้ยามชราขาดการบูรณาการและคมยืดหยุ่น 4.การกระจายอำนาจไม่ถ่ายโอนสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และ 5.ระบบภาษีขาดความเป็นธรรม ขณะเดียวกันยังพบว่า นโยบายการคุ้มครองทางสังคมขาดการพัฒนาเชิงระบบ ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์การคุ้มครองทางสังคมในภาพรวมของประเทศ ยังขาดการบูรณาการฐานข้อมูลและขาดการประเมินผลกระทบ
จึงมีข้อเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างช่วยเสริมพลังทางสังคมและเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ ด้านที่ 1 การศึกษาและการทำงานของคนจน ต้องปฏิรูปการศึกษา ยกระดับแรงงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้แรงงานมีการพัฒนาความสามารถและเข้ามามีส่วนร่วม ด้านที่ 2 สวัสดิการ การใช้ชีวิตและความเป็นอยู่อย่างมีสุขภาวะที่เหมาะสม เชื่อมฐานข้อมูลสวัสดิการและพัฒนาช่องทางการเข้าถึงสิทธิ์ มีกองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพที่มีมาตรฐานการกลางและเป็นธรรม จัดระบบจัดการรายได้ยามชรา และสนับสนุนนโยบายและมาตรการทางภาษีที่เป็นธรรม ด้านที่ 3 กฎหมายและการกระจายอำนาจ ให้การบริการสาธารณะในพื้นที่เป็นอำนาจของท้องถิ่น
นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและส่งเสริมความรู้ผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ “แนวโน้มความยากจน ภายใต้พลวัตเศรษฐกิจปัจจุบัน” ว่า ปัจจัยที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยในไตรมาส 3 ปี 2565 สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 87% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ต้องไม่สูงกว่า 80% ยิ่งกว่านั้นหนี้เสียหรือ NPL ในระบบสถาบันการเงิน ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากระดับ 7.3 % ในปี 2563 ขยับเป็น 12.1% ปี 2564 และมาอยู่ที่ 15.6% เมื่อปี 2565
ส่วนเรื่องหนี้เสียรวมหนี้ครัวเรือน หากไม่ได้รับแก้ไขจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม และเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และจะเป็นชนวนเหตุไปสู่ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาครอบครัว สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางสังคม
นายจิตเกษม เสนอว่า แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนควรต้องทำให้สอดคล้องกับสถานะกลุ่มหนี้ กลุ่มที่1 หนี้เสียส่วนใหญ่มาจากผลกระทบช่วงโควิด และกระจุกตัวอยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ควรพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยหนี้ กลุ่มที่ 2 มีหนี้เรื้อรัง แล้วลูกหนี้มักเลือกจ่ายขั้นต่ำ ทำให้เป็นหนี้ยาวนาน ควรหาทางแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ กลุ่มที่ 3 ลูกหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องกวดขันสถาบันการเงินให้อนุมัติสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ คำนึงถึงศักยภาพในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในหัวข้อ “เอกชนกับการแก้ไขปัญหาความยากจน” ว่า การแก้ปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องยากเพราะต้องทำทั้งแก้ความยากจนระดับบุคคลไปจนถึงแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำลง ที่ผ่านมารัฐบาลใช้เงินแก้ไขปัญหาคนจนลดความเหลื่อมล้ำถึงปีละประมาณ 8 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ใช้เงินแก้โดยตรงประมาณ 5 แสนล้านบาท และทำโครงการพิเศษอีก 3 แสนล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้ผลที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza,www.facebook.com/penroongyaisamsaen










