
- ทีมวิจัยจุฬาฯ ประกาศความสำเร็จ พบสารในกลิ่นเหงื่อตัวชี้เป้าคน “เครียดจัด-ซึมเศร้า”
- นำร่องทดสอบครั้งแรกกลุ่มนักผจญเพลิงทั่ว กทม. แม่นยำกว่า 90%
- ปูพรมขยายผลสู่อาชีพอื่น เร่งป้องกันปัญหาสุขภาพจิตกระจายทั่วไทย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชฎิล กุลสิงห์ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทีมวิจัยภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 จาก “กลิ่นสารเคมีในเหงื่อ” จนถึงขั้นลงพื้นที่ไปตรวจคัดกรองให้ชุมชน ตลาด และโรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพฯ ได้ ครั้งนี้ตนเองพร้อมทีมงานจึงเดินหน้า “ต่อยอดงานวิจัย” และร่วมกับแพทย์หญิงภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาหา “สารเคมีบ่งชี้ถึงความเครียดจากกลิ่นเหงื่อ” นำร่องวิจัยทดสอบกับนักผจญเพลิง 1,084 คน จากสถานีดับเพลิงทั่วกรุงเทพฯ 47 แห่ง
นับเป็นครั้งแรกที่พบสารเคมีในกลิ่นเหงื่อสามารถบ่งชี้สภาวะความเครียดของกลุ่มประชากรในกรุงเทพฯ ได้ ผลวิจัยครั้งนี้มีความแม่นยำกว่า 90% จึงพร้อมเดินหน้าตรวจคัดกรองสุขภาพจิตในกลุ่มอาชีพเครียดจัดและเสี่ยงสูงอื่น ๆเพื่อช่วยกันลดปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงในสังคมต่อไป

ส่วน“ความสำคัญของการพบสารเคมีความเครียดจากกลิ่นเหงื่อ” ที่ผ่านมา ในเมืองไทยเคยมีข่าวผู้ก่อเหตุความรุนแรง “คลั่งกราดยิงผู้คน” โดยไม่มีเหตุความขัดแย้งรุนแรงมาก่อน หลายรายมีอาชีพที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้คนในสังคม ซึ่งตามรายงานข่าวนำเสนอถึงมูลเหตุการก่อเหตุความรุนแรงมาจากภาวะความเครียดจากการทำงานและปัญหาสุขภาพจิตที่สะสมมายาวนาน สอดคล้องกับรายงานของกรมสุขภาพจิตล่าสุดระบุมีคนไทยประมาณ 1.5 ล้านคน มีปัญหาสุขภาพจิตแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในจำนวน 49.36% หรือครึ่งหนึ่งมีภาวะเครียดและซึมเศร้าจากการทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอาชีพเสี่ยงสูง ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของสาธารณะ หรือต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและความเร่งด่วน เช่น ตำรวจ ทหาร นักผจญเพลิง และอื่น ๆ
แพทย์หญิงภัทราวลัย ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าการดูแลสุขภาพจิตในกลุ่มผู้มีอาชีพเสี่ยงสูงมีข้อจำกัดพอสมควร เนื่องจากตามปกติคนในอาชีพดังกล่าวจะได้รับการตรวจสุขภาพกายและจิตประจำปีอยู่แล้ว แต่การตรวจสุขภาพจิตปีละ 1 ครั้ง นั้นน่าจะไม่เพียงพอ เพราะบางรายอาจเครียดหรือซึมเศร้าระหว่างปี และการที่ทุกคนจะเข้าถึงและพบจิตแพทย์ก็ยากเพราะข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรด้านจิตเวชในไทยผนวกกับแนวทางตรวจคัดกรองและวินิจฉัยด้วยการสัมภาษณ์ยังขึ้นกับดุลยพินิจของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ทำให้ผลการวินิจฉัยอาจแตกต่างกันและไม่อาจสรุปได้อย่างแม่นยำ
ทางทีมวิจัยจึงพยายามหาวิธีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ มาตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง เพื่อนำมาใช้คัดกรองสภาวะทางจิตก่อนพบจิตแพทย์ กระทั่งพบวิธีตรวจหาสารเคมีจากกลิ่นเหงื่อซึ่งน่าสนใจศึกษา เพราะไม่จำเป็นต้องเจาะเลือด แถมสามารถวัดผลจากสิ่งที่จับต้องได้จริงมีความคลาดเคลื่อนน้อยด้วย
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นโครงการความร่วมมือระหว่างภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ และภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในการวิจัยหาสารเคมีความเครียดจากกลิ่นเหงื่อในกลุ่มอาชีพนักผจญเพลิงทั่วกรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากแพทยสภาและได้รับการสนับสนุนเครื่องมือจาก บริษัท ซายน์ สเปค จำกัดโดยมี ดร.ณัฐนี ตั้งกิจอนันต์สิน เป็นผู้ทำการทดลองวิเคราะห์สารเคมีในเหงื่อดังกล่าว

ผศ.ดร.ชฎิล กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่โครงการวิจัยนี้ตรวจพบกลุ่มสารเคมีความเครียด (แบบระเหยง่าย) ในเหงื่อคนกลุ่มใหญ่ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน และเป็นความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติจากการทำงานและในชีวิตประจำวันจริงไม่ได้เป็นความเครียดที่เกิดจากการควบคุมหรือจำลองสถานการณ์ขึ้นเหมือนการศึกษาอื่น ๆ ที่ผ่านมา
โดยใช้หลักการวิจัยผู้ที่เป็นโรคเดียวกันจะมีสารเคมีหรือกลุ่มสารเคมีเหมือนกันอยู่ คล้ายกัน โดยกรณีนี้หากตรวจพบว่าใครมีกลุ่มสารเคมีในปริมาณเกินหรือต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งหมดก็น่าจะสามารถระบุได้ว่าคนนั้นมีความเครียดสูงหรืออาจเป็นซึมเศร้าได้ ซึ่งมีความแม่นยำระบุผลจากกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านมาสูงถึง 90%
วางแผนจะขยายการตรวจคัดกรองความเครียดไปสู่กลุ่มอาชีพอื่น ๆ ที่ต้องทำงานภายใต้ความกดดันสูง มีความเสี่ยงต่อปัญหาภาวะสุขภาพจิต เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตให้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีภาวะเครียดจัดหรืออาจมีอาการซึมเศร้าได้รับการดูแลบำบัดทันท่วงที
และจากความสำเร็จในการวิจัยกับกลุ่มนักผจญเพลิง ทีมวิจัยมีแผนจะขยายการตรวจคัดกรองไปยังกลุ่มพยาบาลทั่วประเทศ เบื้องต้นได้เริ่มเก็บตัวอย่างเหงื่อจากโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยแล้ว ซึ่งงานวิจัยนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ด้วย
ขณะที่ “วิธีตรวจคัดกรอง” ภาวะเครียดจัดและซึมเศร้าจากเหงื่อเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว สามารถตรวจได้ครั้งละหลายๆ คน และใช้เวลาไม่นาน มีขั้นตอนการเก็บตัวอย่างเหงื่อคือ ใช้ก้านสำลีที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว 2 ก้าน เหน็บใต้รักแร้ซ้าย-ขวา ทิ้งไว้ 10-15 นาที จากนั้นนำก้านสำลีที่มีเหงื่อไปใส่ในขวดปลอดเชื้อที่มีฝาปิด แล้วจึงส่งตัวอย่างเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจด้วยเครื่องวิเคราะห์กลิ่นสารเคมี โดยฉีดอากาศในขวดเข้าไปในเครื่อง แล้วรอเครื่องวิเคราะห์ผลประมาณ 10-20 นาที จะแสดงผลออกมาในลักษณะบาร์โค้ดของสารเคมีในแต่ละตัวอย่างให้ปรากฎเป็นรูปธรรม
ตามโครงการศึกษาวิจัยกลุ่มนักผจญเพลิงในกรุงเทพฯ 1,084 คน ระหว่างกุมภาพันธ์ -ธันวาคม 2565 ผลการตรวจพบแนวโน้มสุขภาพจิตเป็นจำนวนมากเรื่องการมีปัญหาความเครียดและการนอนหลับ
พญ.ภัทราวลัย กล่าวเสริมว่านักผจญเพลิงที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงปานกลางถึงรุนแรงจะเข้าสู่กระบวนการยืนยันผลโดยอาจารย์จิตแพทย์อีกครั้ง โดยได้รับเกียรติจาก Professor Dr. Michael Maes, MD, Ph.D. ดร.นายแพทย์ ชาวิท ตันวีระชัยสกุล จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นที่ปรึกษาโครงการเพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยันผลการศึกษารอบสุดท้าย
อีกทั้งทีมวิจัยได้สะท้อนผลโดยภาพรวมให้ผู้บริหารหน่วยงานนั้น ๆ ทราบด้วยว่าพนักงานแต่ละหน่วยงานมีความเครียดจัดกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะได้ออกนโยบายหรือหาวิธีดำเนินการลดความเครียดให้พนักงานต่อไป
สำหรับนักผจญเพลิงที่เข้าร่วมวิจัยในโครงการนี้ยืนยันตรงกันว่า โครงการนี้ดีและเป็นประโยชน์ ทำให้พวกเขาเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตและทราบสภาวะจิตใจของตัวเอง บางคนแสดงความห็นว่าการตรวจสุขภาพจิตแบบที่เคยทำเป็นแบบทดสอบทางจิตวิทยาดูรูปภาพและเขียนตอบตามความเข้าใจ เมื่อพวกเขาทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ก็จำได้ว่าควรต้องตอบอะไร หรือบางทีพวกเขาก็เข้าไปดูเฉลยในอินเทอร์เน็ตทำให้ผลทดสอบจะคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนความจริง แตกต่างจากวัดด้วยสารเคมีได้ผลเที่ยงตรงและแม่นยำกว่าอย่างแน่นอน
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










