แพทย์ชี้ คนเคยมีเพศสัมพันธ์กว่า 80% เคยมีเชื้อ HPV อยู่ในตัว

  • ปล่อยติดเชื้อเรื้อรังยิ่งเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
  • รู้ทันก่อนสาย รีบตัดวงจรโรคร้ายด้วยการฉีดวัคซีน
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี

จากโรคมะเร็งทั้งหมดที่มีอยู่ มะเร็งปากมดลูกคือสาเหตุการเสียชีวิตลำดับสองของผู้หญิงวัยทำงานในประเทศไทยรองจากมะเร็งเต้านม ในหนึ่งวัน พบหญิงไทยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 25 คน คิดเป็น 9,158 คนต่อปี และเสียชีวิตถึงวันละ 13 คน ตัวเลขที่น่ากลัวนี้ยังไม่เท่าการที่ผู้เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วทั้งชายและหญิงกว่า 80% มีโอกาสติดเชื้อ HPV อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยไม่มีอาการใดๆ ซึ่งเป็นภัยเงียบ ที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งได้เมื่อเวลาผ่านไป 

ภายในงานเสวนา Road to Zero HPV มิชชันลดมะเร็งปากมดลูกในไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเอกชนและรัฐบาล อันมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจในโรคมะเร็งปากมดลูกให้กับบุคคลทั่วไป ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ถึง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นพ.จักรกริช โง้วศิริ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งประเทศไทย (สปสช.) มาเป็นวิทยากรภายในงาน และยังมี คุณสมควร สระทองแก่น อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย 

นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย  กล่าวใงานเสวนา Road to Zero HPV มิชชันลดมะเร็งปากมดลูกในไทย  ว่า ข้อมูลเบื้องต้นของโรคชนิดนี้ว่า “HPV หรือ Human Papillomavirus คือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีลักษณะที่ชอบเกาะอยู่ตามพื้นผิวชื้นแฉะตามร่างกายคน พบได้มากตามช่องคลอดเพศหญิง ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด  มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ ฯลฯ ความน่ากลัวของ HPV คือถึงแม้ร่างกายคนส่วนใหญ่จะสามารถขจัดไวรัสไปได้ด้วยตนเอง แต่ก็อาจยังมีส่วนน้อยที่จะฟักตัวอยู่ในร่างกายต่อไปอีก 10-20 ปี โดยไม่แสดงอาการ นอกจากจะทำให้เซลล์ตรงส่วนที่ไวรัสฟักตัวอยู่กลายเป็นเซลล์มะเร็งแล้ว ระหว่างนั้นผู้ติดเชื้อก็อาจกลายเป็นพาหะที่ส่งต่อไวรัสสู่คู่นอนคนอื่นได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือเชื้อ HPV สามารถเกาะอยู่ตามพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ ได้ในระยะเวลาหนึ่ง ฉะนั้นการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ก็มีโอกาสรับเชื้อ HPV เข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน 

โดยในช่วงแรก การติดเชื้อ HPV ไม่ได้แสดงอาการให้เห็นชัดนัก การตรวจคัดกรองเชิงรุกจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถรู้ตัวและเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ในประเทศไทย มีการตรวจหาเชื้อ HPV อยู่สองรูปแบบ ได้แก่ ตรวจ PAP Smear (แป๊บสเมียร์) กับสูตินรีแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีตรวจผ่านการสอดเครื่องมือเข้าไปในช่องคลอดและนำเซลล์มดลูกส่งแล็บเพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติ ตรวจ HPV DNA Testing เป็นการตรวจลึกถึงระดับดีเอ็นเอ ดูการติดเชื้อ HPV ซึ่งมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ประเมินความเสี่ยงของโรคได้ตั้งแต่เริ่ม

ทั้งนี้ ปกติแล้วร่างกายคนเราสามารถขจัดเชื้อไวรัส HPV ออกไปได้เอง เหลือเพียง 10% ที่อาจตกค้างอยู่เท่านั้น หลายคนเห็นดังนี้ก็อาจรู้สึกว่าการป้องกันไม่ได้จำเป็นนัก เพราะเชื่อมั่นในความแข็งแรงของร่างกายตนเอง ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ์ ได้อธิบายถึงความแตกต่างและความสำคัญที่ทำให้เราต้องฉีดวัคซีนไว้ว่า 

 “ปัจจุบัน วัคซีนป้องกันไวรัส HPV มี 3 ชนิด ได้แก่ ชนิดป้องกันได้ 2 สายพันธุ์, ชนิดป้องกันได้ 4 สายพันธุ์ และชนิดป้องกันได้ 9 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพการป้องกันเชื้อไวรัสได้แตกต่างกัน โดยชนิด 2 สายพันธุ์ ป้องกัน เชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ป้องกันสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้ 70%, ชนิด 4 สายพันธุ์ ป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้เช่นเดียวกับ ชนิด 2 สายพันธุ์ และเพิ่มเติมการป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6,11 ที่เป็นสาเหตุถึง 90% ที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดหูดในทางเดินหายใจของเด็กแรกเกิดซึ่งอาจทำให้เด็กเสียชีวิตเนื่องจากแม่ติดเชื้อ HPV ได้  ส่วนวัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ ป้องกัน HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก และหูดหงอนไก่และหูดที่ทางเดินหายใจได้ถึง 90%   โดยการทำงานของวัคซีน คือการให้ร่างกายได้ทำความคุ้นเคยกับเชื้อไวรัสที่ไม่ทำให้เกิดโรคแล้ว จากนั้นภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นขึ้นมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสจริง 

โดยทางการแพทย์ แพทย์แนะนำให้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส HPV ได้ทุกเพศตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป แต่เหมาะสมที่สุดในอายุ 9-15 ปี เพราะเป็นวัยที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด อีกทั้งฉีดครบคอร์สแล้ว สามารถให้การป้องกันการติดเชื้อไปได้ยาวนาน โดยไม่ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำอีก น.พ.สมศักดิ์ ยังแนะนำว่า เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ฉีดเพียงแค่ 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน และถ้าอายุมากกว่า 15 ปี ควรฉีด 3 เข็ม ห่าง 0, 1-2 และ 6 เดือน โดยแนะนำให้ฉีดได้ทุกเพศ โดยการฉีดในผู้ชาย นอกจากจะลดการเกิดโรคโดยตรงและลดความเสี่ยงการเป็นพาหะในการแพร่เชื้อ HPV อีกด้วย

 ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ไม่เกี่ยวกับการพร้อมให้ลูกมีเพศสัมพันธ์ แต่การป้องกันโรคไว้ก่อนย่อมดีกว่า เนื่องจากการฉีดวัคซีนในเด็กตั้งแต่ยังไม่เคยติดเชื้อจะให้ประสิทธิภาพดีที่สุด จึงขอแนะนำให้พาบุตรหลานของท่านเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ตามที่แต่ละโรงเรียนจะจัดนัดหมาย   และสำหรับผู้ที่อายุ 27 ปีขึ้นไป หรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ได้เช่นกัน โดยวัคซีนจะป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติด และป้องกันการติดเชื้อซ้ำในสายพันธุ์ที่เคยติดแล้ว 

ขณะที่นางสมควร สระทองแก่น อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่า  เราเคยเป็นผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และต้องเข้ารับการรักษาประมาณปีกว่า ตลอดชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในมาก่อนเลย ในช่วงแรกเลยเริ่มจากการที่ประจำเดือนมาในปริมาณมากทุกวัน และมาไม่เป็นเวลา มีอาการปวดท้องหนักเมื่อประจำเดือนมา ในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นผลข้างเคียงจากการที่อายุมากขึ้น กำลังเข้าใกล้วัยหมดประจำเดือน แต่เมื่ออาการหนักเข้าเราก็ต้องไปหาหมอ และก็ได้พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูก และเข้าสู่ระยะที่สองแล้ว ณ เวลานั้นตกใจมาก ต้องตั้งสติและนั่งทบทวนว่าจะรักษาอย่างไร วิธีการแบบไหน ก็ได้ความว่าต้องเข้ารับการฉายแสงและทำคีโมเป็นประจำด้วยระยะเวลามากกว่า 1 ปี โดยมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท

สำหรับบริการตรวจคัดกรองและเข้ารับวัคซีนป้องกัน HPV ฟรีเพื่อประชาชน นายแพทย์จักรกริช ได้กล่าวเสริมเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐว่า “ทางสปสช. เล็งเห็นถึงอันตรายของโรคมะเร็งปากมดลูกที่ต้องเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลโรคดังกล่าวอย่างครบวงจร ตั้งแต่ส่งเสริมการตรวจคัดกรองสำหรับหญิงไทยอายุ 30-60 ปี ให้มีสิทธิเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคนี้ทุก 5  ปีได้ฟรี ณ สถานพยาบาลที่มีรายชื่อสังกัดอยู่  และจัดบริการฉีดวัคซีนในโรงเรียนให้กับนักเรียนหญิงชั้น ป.5 ทั่วประเทศกว่า 4 แสนราย ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมามาตลอดตั้งแต่ก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 แม้จะมีการขาดช่วงไปเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด และมีปัญหาวัคซีนขาดตลาด แต่เราก็ได้กลับมาดำเนินการต่อในปี 2565 ซึ่งปีนี้ สปสช. สามารถจัดหาวัคซีน HPV ชนิด 4  สายพันธุ์ให้กับนักเรียนชั้นป.5 ทั่วประเทศ  

นอกจากนี้ สปสช.ได้ส่งเสริมให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยสนับสนุน ชุดตรวจ HPV DNA Testing เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บตัวอย่างได้ด้วยตนเองเพื่อส่งตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ในเร็ว ๆ นี้ ตลอดจนพัฒนาสิทธิประโยชน์ในการดูแลการติดเชื้อ HPV ที่รับข้อเสนอจากคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข และอาจมีการพิจารณาเพิ่มช่วงอายุของเด็กและเยาวชนที่ได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีน HPV  รวมถึงเด็กผู้ชายในอนาคต เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยด้านสุขภาพให้คนไทยอีกด้วย 

มะเร็งปากมดลูกแม้เป็นโรคร้ายสำหรับทุกคนในสังคม แต่ก็สามารถป้องกันได้ไม่ยาก โดยการฉีดวัคซีน HPV ในประชาชนทุกเพศ ตั้งแต่อายุ 9  ปีขึ้นไป และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอทุก 5 ปี  เมื่อมีอายุ 30  ปีขึ้นไป แต่สำหรับผู้เคยตรวจพบมะเร็งปากมดลูกและรักษาหายแล้วก็ยังต้องมีการเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ โดยทางการแพทย์แนะนำให้ประชาชนทุกคนทั้งที่ไม่เคยมีประวัติการป่วยเป็นมะเร็งมาก่อน รวมถึงผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา สามารถรับการรักษาได้ทันท่วงทีหากตรวจเจอความผิดปกติ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน