ส.ค.นี้ยังไม่ได้รัฐบาลส่งออกไทยปี 66 ติดลบหนัก 3.1%



ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้า ชี้ ส.ค.นี้ ตั้งรัฐบาลใหม่ไม่สำเร็จ ส่งออกมีแววติดลบ 3.1%

  • หดตัวครั้งแรกรอบ 3 ปี แต่ถ้า ส.ค.นี้ ได้รัฐบาลเหลือลบแค่ 1.8%
  • เหตุไม่มีรัฐบาลขับเคลื่อนส่งออก-นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
  • ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหนักทั้งต้นทุนพุ่ง เศรษฐกิจโลกดิ่ง ค่าเงินผันผวน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การส่งออกไทยปี 66 ว่า หากไม่สามารถจัดตั้งได้ภายในเดือนส.ค.นี้ จะไม่มีผู้รับผิดชอบประเทศโดยตรงในการขับเคลื่อส่งออกจากปัญหาภายนอกประเทศที่รบเร้าอยู่ ทำให้คาดว่า การส่งออกไทยปี 66 จะมีมูลค่า 278,169-281,614 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ติดลบ 1.9% ถึงติดลบ 3.1% หรือมีค่ากลางที่ 279,891 ล้านเหรียญฯ ติดลบ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัว 5.5% เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 3 ปีนับจากปี 63 ที่ติดลบ 5.9% โดยคาดว่า ครึ่งหลัง มูลค่าจะอยู่ที่ 136,675-140,120 ล้านเหรียญฯ ติดลบ 0.9% ถึงบวก 1.6% หรือมีค่ากลางที่  138,398 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 65

แต่หากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในเดือนส.ค.นี้ คาดว่า จะได้มูลค่า 282,038-289,422 ล้านเหรียญฯ ติดลบ 1.8% ถึงลบ 0.8% หรือมีค่ากลางที่ 283,738 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ติดลบ 1.2% เมื่อเทียบกับปี  65 โดยคาดว่า ครึ่งหลัง จะมีมูลค่า 140,545-147,928 ล้านเหรียญฯ  เพิ่ม 1.9-7.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 65 หรือมีค่ากลางที่  142,244 ล้านเหรียญฯ เพิ่ม 3.1% 

“ถ้าเดือนส.ค.นี้ ยังไม่ได้รัฐบาล การส่งออกไทยจะติดลบหนักถึง 2.5% เพราะจะกระทบกับนโยบายการค้าต่างประเทศ การเจรจาความตกลงการค้าเสรี รวมถึงการบุกตลาดใหม่ๆ ฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเหลือ 2.5-2.9%  ซึ่งในมุมมองนักลงทุนต่างชาติ การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จะถูกลดความเชื่อมั่นลง ประเทศไทยจะเสี่ยงกลายเป็นประเทศล้าหลังด้านเศรษฐกิจมากสุดในอาเซียน รองจากเมียนมา และกรณีเลวร้ายที่สุดคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล กลายเป็นฝ่ายค้าน จะเกิดความวุ่นวายในประเทศ และต่างชาติจะสับสนกับการเมืองไทยเป็นอย่างมาก”

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ทั้งเศรษฐกิจโลก และคู่ค้าสำคัญชะลอตัว, เศรษฐกิจจีนอาจโตไม่ถึง 5% ตามเป้าหมาย เพราะขณะนี้ การบริโภค การลงทุน และภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอลง, อัตราการว่างงานของประเทศคู่ค้าที่สูงขึ้น, ค่าเงินที่ผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯที่ทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสปรับขึ้นอีก, เอลนีโญส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร และราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก

รวมถึงยังปัจจัยที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเช่นกัน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่สูง เช่น ค่าไฟฟ้า พลังงาน และค่าจ้าง โดยไทยมีค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมันดีเซล และค่าแรงสูงเป็นอันดับ3 ของอาเซียน, ค่าเงินบาทผันผวน, เงินเฟ้อสูงมีผลต่อกำลังซื้อ, ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน  และการสิ้นสุดของข้อตกลงที่ให้ยูเครนส่งออกสินค้าผ่านทะเลดำได้ มีทั้งธัญพืช ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวในตลาดโลกสูงขึ้น และมีผลต่อต้นทุนการผลิต รวมถึงการลดการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ