สนพ. เผยยอดใช้พลังงานครึ่งปีแรกของปี 66 เพิ่มขึ้น 2.5%



สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดยอดใช้พลังานครึ่งปีแรก 66 ขยับขึ้น 2.5% จากปีก่อน ชี้สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น

  • พบยอดการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 3.4% การใช้ก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 7.0%
  • เหตุจากการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • เผยสศช. คาดการณ์เศรษฐกิจปี 66 จะขยายตัวในช่วง 2.5%-3.0% มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยวการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานครึ่งปีแรกของปี 2566 พบว่า ภาพรวมการใช้พลังงานขั้นต้นมีปริมาณการใช้ อยู่ที่ระดับ 2,059 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นโดยเพิ่มขึ้นในส่วนของการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 3.4% และการใช้ก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 7.0% จากการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ และใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าในสาขาท่องเที่ยวและบริการที่เพิ่มขึ้นหลังเกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า ลดลง 10.7% จากปริมาณการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำที่ลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้น้ำเหนือเขื่อนของ สปป.ลาว มีปริมาณลดลง สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ปรับตัวลดลงจากการใช้ที่ลดลงทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม โดยการใช้ถ่านหินลดลง 7.4% และการใช้ลิกไนต์ลดลง 6.3%

ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 สรุปได้ดังนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 142.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.7% โดยการใช้น้ำมันดีเซล อยู่ที่ 72.3 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงจากครึ่งปีแรกของปีก่อน 3.7% การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกของปีก่อน 6.2% การใช้น้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ 13.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 78.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับการใช้น้ำมันเตา อยู่ที่ 6.1 ล้านลิตรต่อวัน ปรับตัวลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับการใช้ LPG โพรเพน และบิวเทน มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 3,264 พันตัน ลดลงเล็กน้อย 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้จำแนกเป็นการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดคิดเป็น43% มีการใช้ลดลง 4.1% ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วน 11% มีการใช้เพิ่มขึ้น 3.1% ภาคครัวเรือน มีสัดส่วน 31% มีการใช้ลดลง 1.7% ขณะที่การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ สัดส่วน 14% การใช้เพิ่มขึ้น 5.2% เนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ให้คงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2566 เป็นต้นมา

นายวัฒนพงษ์ กล่าวต่อว่า ด้านก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,435 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น2.3% โดยมาจากการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 6.8% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ที่เพิ่มขึ้น 3.0% จากการที่ภาครัฐยังคงมาตรการคงราคาขายปลีกก๊าซ NGV สำหรับรถยนต์ทั่วไปอยู่ที่ 17.59 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2565 ถึง 15 มิ.ย. 2566 ในขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ ลดลง 4.0% และ 6.1% ตามลำดับ ซึ่งมาจากความต้องการสินค้าและบริการของโลกที่ลดลง โดยสอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เฉลี่ยของครึ่งปีแรกที่ปรับตัวลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับด้านการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ มีการใช้รวมทั้งสิ้นอยู่ที่ระดับ 7,820 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง7.2% สำหรับการใช้ลิกไนต์ อยู่ที่ 1,629 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 6.3% ทั้งนี้สัดส่วนการใช้ลิกไนต์99% เป็นการใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีการใช้ลดลง 2.2% สำหรับสัดส่วนการใช้ลิกไนต์ที่เหลือ 1% ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งการใช้ลิกไนต์ในภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลง 81.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณการผลิตลิกไนต์ในประเทศ เนื่องจากการหมดอายุสัมปทานของเหมืองบริษัทเอกชน

สำหรับด้านการใช้ไฟฟ้า อยู่ที่ 101,043 ล้านหน่วย (GWh) เพิ่มขึ้น 2.2% โดยมาจากการใช้ไฟฟ้าในส่วนของสาขาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายการเปิดประเทศในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าในสาขาธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นสูงถึง 9.3% โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าในสาขาโรงแรม อะพาร์ตเมนต์ และเกสต์เฮาส์ ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ลดลง 3.8% จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกหดตัว

สำหรับการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน เพิ่มขึ้น 4.8% และสาขาอื่น ๆ (องค์กรไม่แสวงหากำไร สูบน้ำเพื่อการเกษตรไฟฟ้าชั่วคราว และไฟฟ้าสาธารณะ) เพิ่มขึ้น 10.5% ทั้งนี้ ในปี 2566 มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เวลา 21.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,827 MW เพิ่มขึ้ 5.0% เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในระบบ 3 การไฟฟ้าของปีก่อน

นายวัฒนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ ปี 2566 จะขยายตัวในช่วง 2.5%-3.0% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวการขยายตัวในเกณฑ์ดีของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 คาดว่าอยู่ที่ 77.0 – 87.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ คาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นต้นของปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2,033 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.1% การใช้น้ำมัน คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 836 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.2% การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 813 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.9% การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์จะอยู่ที่ระดับ 322 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 5.4% และคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 201,913 ล้านหน่วย (GWh) เพิ่มขึ้น 2.4%

“สนพ. ยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมทั้งราคาพลังงานอย่างใกล้ชิดเพื่อหาแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานในอนาคตต่อไป” นายวัฒนพงษ์ กล่าว