สนค.ชี้สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เร่งไทยปรับตัวด่วน พลิกส่งออกใหญ่ 2 กลุ่ม “เซมิคอนดักเตอร์-ยานยนต์”



สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า “สนค.” เปิดผลศึกษา 2 มหาอำนาจโลก “สหรัฐ-จีน” แยกห่วงโซ่อุปทาน

  • พลิกเกมตลาดส่งออก 2 อุตสาหกรรมใหญ่ “เซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำกับยานยนต์”
  • ชี้ไทยปรับตัวด่วนด้านการผลิต/แรงงาน/กระจายส่งออกลดความเสี่ยง/แผนส่งเสริมการลงทุน

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษา “โครงการศึกษาการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ของอุตสาหกรรมสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และนัยต่อเศรษฐกิจการค้าไทย” จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีภาคเอกชนเข้าร่วมด้วยทั้ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยในจีน และบริษัท วิสอัพ จำกัด สนใจติดตามการผ่าสงครามการค้าของ 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 สหรัฐฯ จำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีไปจีน แล้วเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในโลก โดยเฉพาะไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดด้านการค้าการลงทุนของโลกต่อเนื่องยาวนาน

สงครามการค้าของ 2 มหาอำนาจนั้น สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญคือทำให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) เมื่อสหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมาย Chip and Science Act 2022 จูงใจให้เกิดการผลิต “เซมิคอนดักเตอร์ภายในสหรัฐ” ด้วยการให้เงินอุดหนุนมหาศาล พร้อมกับผ่านกฎหมาย Inflation Reduction Act 2022 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

เมื่อสหรัฐใช้นโยบายดังกล่าว ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปยังประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ต้องออกมาตรการดึงดูดการลงทุน รวมถึงป้องกันไม่ให้เม็ดเงินลงทุนไหลออกจากประเทศของตน โดยเฉพาะประเทศที่มีการผลิตชิปซึ่งเป็นชิ้นส่วนซึ่งปัจจุบันและอนาคตทวีความสำคัญในแทบทุกสินค้า

ความพยายาม “แบ่งแยกอุปทาน” ดังกล่าว จึงน่าจะส่งผลกระทบในวงกว้างกับโครงสร้างการผลิต การค้า และการลงทุนของโลก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไทยควรติดตาม ประเมิน และเตรียมแนวทางดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เรื่องดังกล่าวเป็นโจทย์ของโครงการศึกษาวิจัยนี้

ตามผลการศึกษา พบว่า decoupling ที่เกิดขึ้น ทำให้สหรัฐฯ และจีน มีบทบาทในฐานะประเทศคู่ค้าต่อกันและกันลดลง โดยเฉพาะ “ส่วนแบ่งตลาด” ของจีนในตลาดสหรัฐฯ ลดลงชัดเจน เนื่องจากสหรัฐฯ หันมานำเข้าสินค้าจากไทยและเวียดนามแทนที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้สินค้าไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง4 ปี ระหว่าง 2561-2565 เช่น เครื่องปรับอากาศ กล้องบันทึกรูป ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำแบบไวแสง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ไทยยังไม่สามารถเข้าตลาดจีนได้เพิ่มมากนัก มีส่วนแบ่งตลาดแบบทรงตัวเพียง 2% ขยายตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่าง เวียดนาม มาเลเซีย

ทว่าไทยกลับได้รับอานิสงค์จากบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการลงทุนจากจีนอย่างกลุ่มยานยนต์หลั่งไหลเข้าสู่ไทยเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมหลัก ๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์และยางรถยนต์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียนส่วนใหญ่แล้วไทยมูลค่าน้อยว่าประเทศอื่น ๆ อยู่มาก

ขณะที่บทวิเคราะห์ “แผนการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ” พบว่า บริษัทจำนวนมากชะลอการลงทุนในจีนอย่างมีนัยสำคัญ 2 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ เป็นเทคโนโลยีสำคัญท่ามกลางการแยกห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่เน้นผลิตชิป ไม่ใช่เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสารเคมีพื้นฐาน และที่ผ่านมาเป็นการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น

รวมทั้ง Decoupling ยังไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในห่วงโซ่อุปทานจนทำให้เกิดการหันเหแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะจีนมีบทบาทอยู่ก่อนแล้ว การปรับเปลี่ยนต่าง ๆ อาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในทางกลับกันชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ ทางซัพพลายเออร์ในจีนพยายามเข้าสู่ตลาดอื่นทดแทนตลาดสหรัฐฯ

กลุ่มที่ 2 อุตสาหกรรมยานยนต์ Decoupling ส่งผลดีต่อชิ้นส่วนรถยนต์ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน สามารถขยายตัวในตลาดชิ้นส่วนทดแทน (Aftermarket) มากขึ้น แต่ไม่มีผลกระทบต่อรถยนต์ เพราะรถยนต์ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในแบ่งเขตการขาย ซึ่ง “ไทย” อยู่ในโซนอาเซียนและโอเชียเนีย จึงไม่ได้อานิสงส์การเข้าตลาดสหรัฐฯ แต่ในส่วนของ “รถยนต์ไฟฟ้า” ยังไม่เห็นแนวโน้มชัดเจนเพราะอยู่ในระยะเริ่มต้นการผลิตในประเทศ

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาชุดนี้ ชี้ให้เห็นว่าไทยต้องเตรียมตัวเพิ่มศักยภาพพร้อมกัน 2 ด้านหลัก คือ ด้านที่ 1 การผลิต คือแรงงานเพื่อตักตวงประโยชน์จาก decoupling ที่เกิดขึ้น แล้วเรื่องดังกล่าวต้องทำอย่างเป็นระบบโดยมีแผนระยะสั้นและระยะยาวสอดรับกัน ด้านที่ 2 เดินหน้ากระจายตลาดส่งออกเพื่อลดความเสี่ยงจากโครงสร้างที่มีแนวโน้มกระจุกตัวสูง ผนวกกับต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ลดกฎระเบียบที่ความสลับซับซ้อนลง และมียุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่เพียงให้สิทธิประโยชน์การลงทุนเท่านั้น อีกทั้งจะต้องดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาทำงานในประเทศด้วย

หัวใจสำคัญการเตรียมพร้อมทุกเรื่องนั้นไทยจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะต้องมีเจ้าภาพขับเคลื่อนอย่างชัดเจน โดยมีอุตสาหกรรมเป็นศูนย์กลางการออกแบบนโยบายที่ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผลสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ เราทำอะไรได้ เราต้องระวังอะไร เราพร้อมอะไร และผลักดันการพัฒนาระยะยาวด้วยวิธีดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วย

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen