“ศิริกัญญา” จัดเต็ม! ลั่นแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา “หลงทาง-ว่างเปล่า-เบาหวิว”



“ก้าวไกล” ส่ง “ศิริกัญญา” นำทัพชำแหละนโยบาย ‘รัฐบาลเศรษฐา’ หวั่นด้านวินัยการเงินการคลัง หวังหนักเรื่องแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท

  • ชี้นโยบายที่กล่าวว่างเปล่า เบาหวิว แต่คำพูดแบบกว้างๆ ขาดความชัดเจนของเป้าหมาย
  • ห่วงการบริหารแหล่งที่มาของเงิน จัดการโครงการแจกเงินดิจิทัล กระทบวินัยการเงินการคลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ..66) เป็นวันแรกของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 5 เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน “คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” โดยในส่วนของฝ่ายค้าน ..ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกรัฐสภา ผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาล มีใจความสำคัญว่า การแถลงนโยบายมีความสำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากจะเป็นกลไกในการสร้างความรับผิดชอบ เป็นคำมั่นสัญญาที่วันนี้ทางฝ่ายบริหารได้มาแถลงต่อหน้าผู้แทนราษฎร และจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านจะติดตามการบริหารไปตลอดทั้ง 4 ปี

การแถลงนโยบายที่ดี จะเป็นการกู้คืนความเชื่อมั่น ความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐใหม่ในครั้งนี้ ให้กลับคืนมาได้เป็นคำสัญญาที่จะให้กับประชาชนได่ว่า 4 ปีจากนี้ รัฐบาลจะนำพาความก้าวหน้าอะไรมาให้ประชาชนบ้าง และโดยวิธีการใด ซึ่งคำสัญญาที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นถึงจะเป็นเครื่องบ่งชี้ความรับผิดรับชอบที่มีต่อประชาชน และประชาชนจะสามารถทวงถามและตอบสอบได้ ว่ารัฐบาลได้ทำตามคำมั่นสัญญาแล้วหรือไม่

..ศิริกัญญา กล่าวว่า เนื้อหาคำแถลงนโยบายที่ดีควรต้องเป็น Government Policy Statement (GPS) ที่จะสามารถช่วยบอกเป้าหมายว่า การบริหารประเทศ 4 ปีนี้ เป้าหมายคืออะไร จะเดินทางไปทางไหนด้วยวิธีการใดเหมือนหรือต่างกับที่ให้สัญญาไว้กับตอนหาเสียงหรือไม่ และจะไปถึงเป้าหมายเมื่อใด

วันนี้ได้นั่งฟังนายศรษฐาแถลงจนจบก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างจากเอกสารคแถลงนโยบายที่ออกมากาอหน้านี้เลยซึ่งหากจะบอกว่านี้คือGPSประเทศนี้ก็คงหลงทางเพราะมีแต่ความว่างเปล่าเบาหวิวเพราะไม่สามารถบอกอะไรได้เลยมีแต่คำอธิษฐานลอยๆพูดแบบกว้างๆขาดความชัดเจนของเป้าหมายที่จะไปถึงไม่มีการใส่ตัวเลขการชี้วัดมีแต่คำขยายที่ว่าอย่างเหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ หากมาเจาะถึงนโยบายที่ใช้ตอนหาเสียง กับการแถลงนโยบายในวันนี้ ..ศิริกัญญา กล่าวว่า ในด้านนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี รายได้ดี 3 เท่า แต่ตอนมาอยู่ในแถลงนโยบายจริงบอกเป็นพักหนี้ตามความเหมาะสมรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน จบปริญญาตรีรับ 25,000 บาทต่อเดือน มาตอนนี้บอกเพียงให้ค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนที่เป็นธรรมแทน เร่งรัดออกโฉนดที่ดินทำกิน 50 ล้านไร่ แต่ในเอกสารบอกเพียงเร่งดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน จะปฏิรูประบบราชการโดยรัฐบาลดิจิทัล แต่ในเอกสารบอกแค่ปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล 

แผนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเติมเงิน 10,000 บาท ในกระเป๋าตังค์ดิจิทัล แต่ไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนเหมือนเดิม หนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟเพาเวอร์ มีงานทำ 20 ล้านตำแหน่ง รายได้ 200,000 บาทต่อปี แต่วันนี้เลยแค่หนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟเพาเวอร์ สร้างงานสร้างรายได้ไม่บอกจำนวนตำแหน่งและรายได้แล้ว ปราบยาเสพติดเห็นผลใน 1 ปี วันนี้เลยแค่ปราบยาเสพติดโดยเด็ดขาด และประเด็นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนี้คือหายไปไม่มี นโยบายลดค่าไฟ ก๊าซ น้ำมันก็เลยแค่การบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที ในจุดนี้ถือเป็นการทวงคำสัญญาเพียงเบาๆ ก่อน เพราะเดี๋ยวทางสมาชิกพรรคเองต้องมาทวงในแบบเจาะลึกกันอีกครั้งแน่นอน

เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่านายเศรษฐา เคยเป็นผู้บริหารในภาคเอกชน ก็มีความคาดหวังว่าตัวนายกฯ จะนำความสามารถตรงนั้นมาช่วยบริหารราชการแผ่นดินได้ดีในบ้างเรื่อง แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่าท่านได้นำมาเริ่มใช้ในการแถลงนโยบายในครั้งนี ซึ่งอยากให้นายเศรษฐา ลองนึกว่านี้คือการที่ซีอีโอใหม่กำลังแสดงวิสัยทัศน์กับบอร์ดบริหาร พูดต่อหน้านักลงทุน หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น ว่าท่านเหล่านั้นจะฟังต่อหรือจะลุกเดินออกไป

..ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ถึงการแถลงนโยบายของนายกฯเศรษฐา ครั้งนี้ที่ขาดความชัดเจน เบาหวิว กำหนดเป้าหมายแบบกว้างๆ นี้ ตีความได้ว่า 1.รัฐบาลกลัวการผูกมั่นคำสัญญา กลัวทำไม่ได้อย่างที่ให้สัญญาเลยไม่กล้าผูกมัดอะไรกับประชาชน มองว่าบ้างนโยบาจะเป็นการกระทบกับนโยบายทางการคลัง ก็ไม่ควรไปหลอกประชาชนในช่วงการหาเสียง แต่แรก

2.ไปเป็นรัฐบาลข้ามขั้วที่นโยบายก็ออกมาเป็นคนละขั้วเช่นกัน และก็หาข้อตกลงที่ชัดเจนไม่ได้ เลยต้องเขียนนโยบายได้แบบลอยๆ กว้างๆ เช่นนี้ออกมา รวมถึงที่มาของอำนาจยังต้องเกรงใจทั้งกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มทุนต่างๆ เลยไม่กล้าทำเรื่องยากๆ ที่จะต้องไปปะทะกับกลุ่มเหล่านี้ 

ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาแถลงนโยบายในกรอบระยะสั้นก็มีอยู่ 6 เรื่อง คือ ดิจิทัลวอลเลท 10,000 บาท แก้ปัญหาหนี้สิน ลดค่าใช้จ่ายพลังงาน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แก้ปัญหาความเห็นต่างรัฐธรรมนูญ ฟื้นฟูหลักนิติธรรม โดยก็ขอสอบถามเพิ่มเติมว่า ปัญหาเอลนีโญ ภัยแล้ง เรื่องความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนหรือ

ส่วนในเรื่องรายได้ และแหล่งที่มาของงบประมาณ ตอนนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องนี้ เนื่องด้วยท่านจะทำเงินในกระเป๋าของประชาชนหล่นหายหรือไม่ และคงต้องพูดถึงนโยบาย “เงินดิจิทัลวอลเลท” ถือเป็นนโยบายที่ต้องใช้เงินดำเนินการในจำนวนมหาศาลถึง 560,000 ล้านบาท ไม่ว่ารัฐบาลจะออกแบบนโยบายนี้เป็ยแบบใด จะเป็นเติมเงินหรือเป็นคูปองอิเล็กทรอนิกส์ เป็นแบบสินทรัพย์ดิจิทัล สุดท้าแล้วก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินสดมาสำรองไว้ เพื่อการันตีว่า 1 บาทในโลกจริง จะเท่ากับ 1 บาทดิจิทัล รวมถึงแหล่งที่มาของเงินมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ 

ทั้งนี้ หากสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ก็จะมีผลต่อร้านค้าอาจมีความรู้สึกว่าแลกไม่สะดวก กังวว่าทางร้านจะไม่มีเงินมาให้แลกในตอนนีต้องการใช้ และหากเกิดขึ้นแบบนั้น 1 บาทในดิจิทัล จะไม่เท่ากับ 1 บาทในโลกจริงทันที อาจถึงข้้นเกิดเงินเฟ้อในโลกดิจิทัลได้

ทั้งนี้ ในส่วนแหล่งที่มาของเงินโครงการนี้ ในเอกสารไม่มีบอกชัดเจน โเยจากการไปหาข้อมูลจากครั้งตอนพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ พบว่า จะมาจากภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศได้ 260,000 ล้านบาท แต่ที่จริงงบประมาณเพิ่มขึ้นไม่ถึง เราพยายามตั้งเป้าขาดดุลลดลง ดังนั้นการจะเก็บภาษีเพิ่มได้ 260,000 ล้านบาท แต่งบปะมาณเพิ่มขึ้นจริงเพียงแค่ 100,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น เว้นแต่รัฐบาลใหม่นี้ จะขยายการกู้ขาดดุลเพิ่มก็ต้องตอบคำถามปะชาชนให้ได้ด้วย

มีเงิน 100,000 ล้านบาท จากภาษีนิติบุคคลและมูลค่าเพิ่มที่ได้จากโครงการนี้ ก็คาดว่า  วันที่ 1 ..67 อาจยังมีเงินสด 560,000 ล้านบาท มาสำรองไว้แบล็กเงินดิจิทัลไว้ และอีก 2 แหล่งงบ ก็จะมาจากการบริหารงบประมาณเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพ ตัดงบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน ก็คิดว่ามีปัญหาแน่นอน

โดยจากการวิเคราะห์ได้ว่าจะใช่เงินจากจุดไหนได้บ้าง 560,000 ล้านบาท ที่จะหาได้ก็มี 2 ทางเลือกคือ จากงบประมาณแผ่นดิน และเงินนอกงบประมาณ โดยหากใช้งบประมาณแผ่นดินก็ต้องมาดูว่ามงบประมาณพอหรือไม่ เงินสดพอไหม จะสามสามารถไปยัดใส่ในปีงบประมาณ 67 ได้หรือไม่ เปรียบเสมือนเป็นการสร้างท่อน้ำ ส่วนเงินสดก็เปรียบเป็นน้ำที่จะมีใส่ไปในท่อได้หรือไม่ และหากเลือกใช้เงินนอกงบประมาณก็มีตัวเลือกคือ กู้แบงก์รัฐ ยืมเงินกองทุนหมุนเวียน และขายกองทุนวายุภักษ์หรือไม่

ทั้งนี้ หากเลือกใช้งบประมาณปี 67 ก็มองว่าไม่เพียงพอแน่นอน เพราะมีงบประมาณ 3.35 ล้านล้านบาท ในแต่ละปี ก็ไม่สามารถใช้งบได้อย่างตามใจได้ และมีหลายค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถตัดทอนได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายบุคลากรข้าราชการวบชำระหนี้ ชำระดอกเบี้ย งบผูกพัน เงินอุดหนุนท้องถิ่น เงินสวัสดิการตามกฎหมาย เป็นต้น โดยงบที่เหลือไปใช้ได้จะเหลือแค่ 850,000 ล้านบาท โดยยังมีกฎหมายกำหนดต้องเป็นรายได้เพื่อลงทุน 20% ดังนั้นบวกกับงบผูกพันที่สาวนใหญ่เป็นงบลงทุนแล้ว ก็ต้องกันงบประมาณจาก 850,000 ล้านบาท เป็นรายจ่ายเพื่อลงทุน 450,000 ล้านบาททำให้เหลือใข้ได้จริงเพียง 400,000 ล้านบาท ไม่พอมาใช้โครงการดิจิทัลวอลเลทแน่นอน 

ส่วนหากใช้เงินสด ดุลเงินสดงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะพบ 4 เดือนแรกใีาายได้นำส่งคลังเฉลี่ยอยู่ที่ 800,000 ล้านบาท แต่รายได้มีถึง 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะติดลบดุลเงินสดอยู่ 400,000 ล้านบาท 

ด้านทางเลือกที่ 2 ใช้เงินนอกงบประมาณ ซึ่งก็จะทำไม่ได้หากไม่แก้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขายกองทุนวายุภักษ์ดีไหม เงิน 346,000 ล้านบาท ขายให้หมดภายใน 4 เดือน ก็เสี่ยงขาดทุนได้ ตลาดหลักทรัพย์ผันผวนได้ ก็ต้องปรึกษานักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ดูว่าจะเอาด้วยหรือไม่ และหากเลือกเงินกองทุนหมุนเวียน ก็มี 2 กองทุน ที่จะให้ยืมได้คือล้วงกระเป๋าผู้ประกันตน กองทุนประกันสังคม หรือล้วงกระเป๋าข้าราชการบำนาญ กองทุนบำเหน็ดบำนาญข้าราชการจุดนี้ต้องขอแบรนด์ เพราะมองว่าไม่ใช่เงินของรัฐบาล 100% เป็นเงินสมทบของผู้ประกันตน และข้าราชการ ไม่ควรที่จะต่องถูกนำมาใช้แบบนี้แน่นอน และทางเลือกสุดท้ายคือ กู้แบงก์รัฐ ซึ่งกรอบวินัยการเงินการคลังให้กู้ได้ 32% ของงบปะมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งตอนนี้ก็จ่อถึงคอหอยแล้ว โดย  สิ้นปี 65 วงเงินเหลือ 62,000 ล้านบาท ปัจจุบันคาดเหลือ 18,000 ล้านบาท คิดว่าคงไม่สง่างามเท่าไร สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินการคลังในรูปแบบดังกล่าว 

ทั้งนี้ การแถลงนโยบายของท่านนายกฯเศรษฐา ก็จะบอกชัดเจนว่าให้ความสำคัญในการรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด แต่งานแรกในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ จะเริ่มต้นด้วยการทลายกรอบวินัยการเงินการคลังเลยหรือไม่ 

เรื่องต่อมา คือเป็นความเสี่ยงรัฐบาลเศรษฐา ควรต้องพึงระวังมี 5 ข้อด้วยกัน 1.การกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการใช้โครงการแจกเงินดิจิทัล กระตุ้นเศรษกิจได้แน่ แต่การรักษาโรคไม่ตรงจุด ก็จะไม่ใช้การปั๊มหัวใจ แต่จะเป็นการให้สเตียรอยด์ แล้วไม่รักษาในส่วนที่เรื้อรังสุดท้ายก็ไม่อาจทำให้งบที่เสียไปเกิดความคุ้มค่าได้  2.การกระจายรายได้ ต้องรอให้เค้กโต หรือโตไปด้วยแบ่งด้วย โดยเศรษฐกิจโตแค่ส่วนบนไม่ได้ ควรมีการปฎิรูปการจัดงบประมาณและระบบภาษีไปด้วย 

3.เศรษฐกิจผูกขาด เป็นธรรมชาติที่ต้องทนหรือเพราะเห็นคนไม่เท่ากัน มีผลกดทับศักยภาพผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย และทำให้ประชาชนต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย 4.วิธีคิดนโยบาย โยกเงินกระเป๋าซ้ายขวา หรือแก้ปัญหาที่ต้นตอโดยการโยกเงินกระเป๋าซ้ายาจ่ายกระเป๋าขวา เช่น ลดค่าน้ำค่าไฟ หรือแม้แต่เงิน 10,000 บาท ก็เพียงเร่งเวลาการบริโภคในอนาคต 5.โลกเปลี่ยน ไทยก็เปลี่ยน บริบทที่แตกต่างจากทศวรรษ 2540 หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ ยุคเงินเฟ้อสูงทั่วโลก ส่งออกไม่รุ่ง ตลาดกระจุกตัวสูงขึ้น ทรัพยากรถดถอย