ยางพาราและผลิตภัณฑ์ไทยสุดเสี่ยง!



  • สนค.แนะเกษตรกร-ผู้ผลิตเพิ่มขีดสามารถแข่งขัน
  • หวั่นเสียตลาดหลังสหรัฐฯผลิตยางจากพืชอื่นมาแข่งผู้บริโภคทั่วโลกไม่ใช้สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน แม้ไทยเป็นผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลก ในปี 65 มีผลผลิต 4.8 ล้านตัน สัดส่วน 33% ของผลผลิตยางโลก และเป็นผู้ส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ อันดับ 2 ของโลก รองจากจีน แต่สินค้ายางพาราของไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่โลกแบ่งขั้ว และประเทศต่างๆ พึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ สามารถพัฒนายางธรรมชาติจากพืชทางเลือก ได้แก่ วายยูลี ซึ่งไม่มีโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เหมาะสำหรับผลิตถุงมือทางการแพทย์ ถุงยาง รวมถึงแดนดิไลน์ ที่สกัดยางจากแดนดิไลน์ ไม่ก่อมลพิษ หากยางธรรมชาติจากพืชทางเลือกอื่น ทดแทนยางพาราได้ดี และมีความคุ้มค่าด้านต้นทุน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางพาราของไทยในอนาคต

นอกจากนี้ ยางพาราไทยยังต้องเผชิญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่ผู้ผลิตต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลสวัสดิการคนงานและชุมชน ตามความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งแนวโน้มการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ยังส่งผลให้เพิ่มการใช้ยางรีไซเคิล ลดการผลิตยางบริสุทธิ์ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากเพื่อชะล้างสิ่งสกปรก และหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี น้ำเสียจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายบริษัทพัฒนาสินค้าจากยางรีไซเคิลกันมากขึ้นแล้ว เช่น ไนกี้ บริดจ์สโตน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของสหภาพยุโรป (อียู) ยังบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.66 ในสินค้า 7 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน วัว ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ ไม้ รวมถึงยางพารา ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้า

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ผู้ผลิตยางพาราและผลิตภัณฑ์ของไทย ต้องเร่งพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันก่อนจะเสียตลาดให้ประเทศคู่แข่ง โดยสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินค้า เริ่มตั้งแต่การทำสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางให้มีมูลค่าสูงขึ้น เน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี ตลอดส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ให้มีการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น วัสดุภัณฑ์ก่อสร้างบ้านและอาคาร เฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

ส่วนในด้านการตลาด จะต้องทำการตลาดเชิงรุก เน้นความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด เพื่อขยายตลาดให้มากขึ้นนอกเหนือจากส่งออกหลักที่ไทยมีอยู่เดิม (เช่น จีน สหรัฐฯ มาเลเซีย และญี่ปุ่น) ยังมีตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้ายางพารา เช่น ประเทศตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย อินเดีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปี 65 โลกมีการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ รวม 217,730.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผู้ส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกคือ จีน 31,472.7 ล้านเหรียญฯ สัดส่วน 14.5% ของการส่งออกของโลก, ไทย 18,824.2 ล้านเหรียญฯ สัดส่วน 8.6%, เยอรมนี 17,459.9 ล้านเหรียญฯ สัดส่วน 8.0%, สหรัฐฯ 14,656.6 ล้านเหรียญฯ สัดส่วน 6.7% และญี่ปุ่น10,712.2 ล้านเหรียญฯ สัดส่วน 4.9%