บิ๊กบางจาก ยัน ESG เป็น DNA ธุรกิจยั่งยืนเปิดความสำเร็จอดีตถึงอนาคต 6 โครงการ



  • ผู้นำบางจากขึ้นเวที ESG : Game Changer #เปลี่ยนให้ทันโลก ยัน ESG เป็น DNA สร้างธุรกิจยั่งยืน
  • เปิดโมเดลความสำเร็จยุคบุกเบิกถึงอนาคต เดินหน้าทำแล้ว 6 โครงการ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้รับเชิญให้ขึ้นเวทีนำเสนอเรื่อง “The Great Remake: Always Ahead of the Curve” ในงานสัมมนา “ESG Game Changer #เปลี่ยนให้ทันโลก”

ในฐานะผู้นำขององค์กรที่ดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลหรือ ESG ของบางจากมาตลอดเกือบ 40 ปี โดยให้ความสำคัญกับการนำ ESG มาอยู่ในธุรกิจ หรือทำให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน

บางจากได้นำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจเปรียบเสมือนเป็น DNA ของบางจากฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความยั่งยืน พร้อมกับยกตัวอย่างการดำเนินการต่าง ๆ โดยเป็น “รายแรก” ในเมืองไทย ต่อเนื่องตั้งแต่ยุคบุกเบิกในอดีตจนถึงอนาคตด้วยไฮไลต์ 6 โครงการ ประกอบด้วย

โครงการแรก “น้ำมันแลกข้าว” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผ่านสหกรณ์การเกษตรช่วงราคาข้าวตกต่ำและน้ำมันแพง จึงได้พัฒนาเป็นปั๊มสหกรณ์หรือปั๊มชุมชนแห่งแรกเมื่อปี 2533 จนถึงปัจจุบันมีปั๊มชุมชนทั่วประเทศกว่า 600 แห่ง กลายเป็น Social Enterprise ที่สามารถยืนได้อย่างเข้มแข็งด้วยตัวเอง

โครงการที่ 2 “นำผลิตภัณฑ์ชุมชน” มาเป็น “ของสมนาคุณลูกค้า” ตามสถานีบริการเพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจชุมชน นำร่องมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

โครงการที่ 3 เป็นผู้นำพลังงานทดแทน ผลิตไบโอดีเซล เอทานอลจำหน่ายในสถานีบริการตั้งแต่ปี 2548 กระทั่งทุกวันนี้เมื่อโลกเข้าสู่เทรนด์ลดโลกร้อน โครงการดังกล่าวสามารถช่วยโลกได้เป็นอย่างดี

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บางจากฯ ก็เป็นบริษัทไทยรายแรกที่มีโอกาสเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องอีก 3 โครงการ ได้แก่

โครงการที่ 4 เข้าไปลงทุนเหมืองแร่ลิเทียมในทวีปอเมริกาใต้ผ่านบริษัทในสหรัฐอเมริกา แล้วขยายธุรกิจพลังงานสะอาดผ่าน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) รวมถึงตั้งสถานีบริการน้ำมัน GEMS ต้นแบบด้านนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อมมีระบบกักเก็บพลังงานและซื้อขายไฟฟ้าผ่านบล็อคเชน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ของประเทศที่ประกาศเป้าหมายทำ Net Zero GHG Emissions ให้ได้ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ผ่านแผน BCP316 NET

โครงการที่ 5 ร่วมสร้างระบบนิเวศต่าง ๆ รผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เช่น บุกเบิกแพลตฟอร์มให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพร้อมเครือข่ายสถานีบริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ Winnonie จัดตั้ง Carbon Markets Club เพื่อส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมองค์ความรู้เรื่อง Synthetic Biology และอื่น ๆ

โครงการที่ 6 ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากการเปิดสถานีน้ำมันบางจากรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วรายแรกในไทยพร้อมเปิดรองรับอนาคตข้างหน้าอีก 1-2 ปี

นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่าโครงการผลิตน้ำมัน SAF เป็นคำตอบสำคัญทั้งเรื่องโอกาสทางธุรกิจและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในภาคขนส่งทางถนนทั่วโลกกำลังลดลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางน้ำและทางอากาศยังคงเติบโตต่อเนื่อง คาดการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมการบินจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ดังนั้น SAF จึงเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคธุรกิจการบิน

อีกทั้งบางจากฯ ยังพัฒนาระบบลงทะเบียน Book and Claim หรือ ระบบจองและรับสิทธิ์โดยใช้บล็อคเชนผ่าน Carbon Markets Club เพื่อให้ผู้โดยสารสายการบินสามารถร่วมมือกันช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเดินทางทางอากาศผ่านการใช้ SAF ได้ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่า บางจากให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อโลกและสังคม ถือเป็นสิ่งสำคัญในการคัดสรรเลือกมองหาธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ แล้วผสาน ESG สร้างผลตอบแทนในระยะยาว จึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen