
ททท.ชิงตลาดดาวรุ่งมาแรงอินเดียปี’67 ได้ 6 ปัจจัยหนุนโกยนักท่องเที่ยวเข้าไทย 1.8 ล้านคน
- หวังอานิสงการบินโตเร็ว “แอร์อินเดีย-อินดิโก้”ทุ่มซื้อฝูงบินใหญ่สุดในโลกเกือบ 1,000 ลำ
- ชูกลยุทธ์ 5 Mores ขานรับปี66 การบินคึกคัก 40,000 ที่นั่ง/สัปดาห์ แนะเอกชนปรับบริการ 5 เรื่อง
นางสิริเกศอนงค์ ไตรรัตนทรงพล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวเดลี ประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า การจัดทำแผนท่องเที่ยวปี 2567 นำตลาดอินเดียท่องเที่ยวเมืองไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีปัจจัยบวกกระตุ้นคนออกเดินทาง 6 ปัจจัย เริ่มจาก ปัจจัยที่ 1 “จำนวนประชากร” ตามผลสำรวจขององค์การสหประชาชาติปี 2566 มีมากที่สุดในโลกแล้วถึง 1,426 ล้านคน ปัจจัยที่ 2 เศรษฐกิจอินเดีย ทางธนาคารโลก (World Bank) พยากรณ์ตลอดปีนี้จะเติบโต 7.2% ปี 2567 จะเติบโต 6.4% ปี 2568 จะเติบโต 6.4%
ปัจจัยที่ 3 ชาวอินเดียมีหนังสือเดินทางต่างประเทศกว่า 100 ล้านคน สถิติ 9 เดือนแรกปี 2566 ใช้เงินเที่ยวต่างประเทศไปแล้วเกิน 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แนวโน้มปี 2568 จะเที่ยวต่างประเทศเกิน 29 ล้านคน

ปัจจัยที่ 4 ประชากรกลุ่มมหาเศรษฐี ตามรายงานจาก Knight Frank India ระบุคนมีเงินมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 58.1 % อีก 5 ปีข้างหน้า จะมีไม่ต่ำกว่า 19,119 ราย และกลุ่มคนมีเงินเกินกว่า1 เหรียญสหรัฐ มีอยู่ราว 1.65 ล้านคน อีก 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ปัจจัยที่ 5 การท่องเที่ยวฟื้นตัวแนวโน้มปี 2566 คนอินเดียจะกลับมาเดินทางเที่ยวต่างประเทศ 80-90 % โดยไทยน่าจะครองตลาดได้ในอันดับ 4 สร้างรายได้ราว 80 % ของปี 2562 จากวันพักเฉลี่ยเกินกว่า 8 วัน/คน/ทริป (เดิมทำไว้7.4 วัน/คน/ทริป) เปรียบเทียบกับปี 2562 อินเดียไปเที่ยวทั่วโลก 26.9 ล้านคน เลือกมาไทย 1.9 ล้านคน
ปัจจัยที่ 6 การลงทุนของสายการบินอินเดีย อนาคตจะมีขนาดฝูงบินใหญ่สุดของโลก เพราะขณะนี้เฉพาะ 2 แอร์ไลน์สประกาศสั่งซื้อฝูงบินล็อตใหญ่รวมกันกว่า 970 ลำ ได้แก่ “แอร์อินเดีย” สายการบินแห่งชาติ สั่งซื้อ 470 ลำ และ “อินดิโก้แอร์ไลน์ส” โลว์คอสต์ยอดนิยมของคนอินเดียเป็นจำนวนมาก สั่งซื้อมากถึง 500 ลำ ตอนนี้เปิดบินเข้าไทย 2 เมือง คือ กรุงเทพฯ กับภูเก็ต ส่วนการลงทุนขยายฝูงบินดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดการเดินทางเที่ยวต่างประเทศอนาคตในตลาดอินเดียจะเติบโตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผอ.สิริเกศอนงค์ กล่าวว่า ปี 2567 แนวโน้มตามแผนการตลาด ททท.อินเดียจะฟื้นตัวเข้าสู่แดนบวกอาจจะทำได้เกิน90 % หรือประมาณ 1.7-1.8 ล้านคน โดยวางแนวทางดำเนินกลยุทธ์กระตุ้นตลาดให้สอดคล้องกับด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.(สำนักงานใหญ่) ได้กำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนตลาดระยะใกล้ด้วย 5 Mores ได้แก่
1.More Alliances มุ่งจับมือทำตลาดร่วมกับสายการบินนานาชาติ หลังเดือนพฤษภาคม 2566 เป็นต้นมามีเที่ยวบินไป-กลับ ระหว่างไทยกับอินเดีย 9 แอร์ไลน์ส จาก 10 เมือง รวม 180 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จำนวนกว่า 39,000 ที่นั่ง/สัปดาห์ จากเมืองหลัก นิวเดลี กัลกัตตา ลักเนา ล่าสุด “อินดิโก้ แอร์ไลน์ส” กลับมาบินอีกครั้งเมื่อ 3 กรกฎาคม 2566 พร้อมกับทำโปรดักซ์อัพเดทเสนอขายท่องเที่ยวภูเก็ต และเชียงใหม่ ภายในสิ้นปีนี้ทาง Akasa Air สายการบินใหม่เตรียมเข้าไทยด้วยเช่นกัน
2.More Area เปิดพื้นที่ใหม่ และเมืองรอง นำเสนอขายเป็นรูปธรรมเมืองรองไม่เป็นสองรองใคร ทาง ททท.นิวเดลีจับมือกับบริษัทนำเที่ยวหลายรูปแบบทั้งออฟและออนไลน์

3.More Nationwide ร่วมมือกับตลาดที่มีหลายสำนักงาน โดยได้ผนึกกับ ททท.สำนักงานมุมไบ รวมทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ ๆ มากขึ้น ขยายไปยัง Is my trip
4.More Agile ทำงานเชิงการขายตามรูปแบบการแลกเปลี่ยนกันกับ ททท.ส่วนกลาง และพันธมิตรอื่น ๆ ขับเคลื่อนเชิงขายนำเสนอสินค้าตามโจทย์มูลค่าสูงและยั่งยืน หรือ high Value &Sustainbility วางแผนดึงออกมาเป็นแฟลกชิพโปรเจกต์ จะเน้นตลาดอินเดีย กลุ่มแต่งงาน กลุ่มจัดเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญ นักท่องเที่ยวดังกล่าวนิยมจัดกิจกรรมซึ่งมีผลเรื่องการสร้างขยะอาหารแต่ละครั้งปริมาณสูง ททท.จึงจะนำร่องคัดเลือกโดยเน้นเฉพาะโรงแรมหรือสถานที่จัดงานที่มีระบบบริหารจัดกงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีโปรแกรมลดความสูญเสีย นำของเหลือไปแปรรูป หรือเลือกใช้วัตถุดิบชุมชนท้องถิ่น และอื่น ๆ เข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือกให้ลูกค้าอินเดีย
5.More Meaningful ส่งมอบประสบการณ์ให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณค่า
ผอ.สิริเกศอนงค์ กล่าวว่า ตลาดที่มีมูลค่าสูงจากอินเดียเที่ยวเมืองไทย ได้แก่ กลุ่มครอบครัว ซึ่งเดินทางหลายเจนเนอเรชั่น ขนาดใหญ่เดินทางพร้อมกัน 10 คนขึ้นไป/กรุ๊ป เลือกใช้ห้องพักหรูแบบพูล วิลล่า หรือมีหลายห้องรวมกัน มีวันพักเฉลี่ย 4-7 วัน/คน/ทริป รวมทั้งนิยมทำกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ใช้จ่ายเงินเฉลี่ยจากฐานตัวเลขปี 2562 ประมาณ 5,493 บาท/คน/ทริป รวม 40,841 บาท/คน/ทริป ส่วนปี 2566 แนวโน้มน่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 5-10%
การนำเสนอขายแหล่งท่องเที่ยวตามความนิยมของชาวอินเดียปีปกติ 2562 พื้นที่หลัก 10 อันดับแรก ได้แก่1.กรุงเทพฯ 2.พัทยา 3.ภูเก็ต 4.กระบี่ 5.สมุย 6.เชียงใหม่ 7.หัวหิน 8.ชะอำ 9.สมุทรปราการ 10.เกาะพะงัน ปี 2563 ช่วงทำภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ส่งผลให้อินเดียแห่มาเที่ยวภูเก็ตมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งพื้นที่ตลาดอินเดียตอนเหนือซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาจึงนิยมมาเที่ยวทะเลค่อนข้างมาก
ปี 2566 พยายามส่งเสริมการขายเมืองรองอื่น ๆ เช่น กาญจนบุรี ททท.นิวเดลีหารือกับบริษัทจัดทำโครงการ “ภารตะช้อยซ์” เพื่อให้การรับรองร้านค้า ร้านอาหาร ซึ่งอินเดียค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับอาหารเนื่องจากรับประทานมังสะวิรัตซึ่งมีรายละเอียดย่อย ๆ หลากหลายอย่าง หรือเจนไม่รับประทานพืชจากใต้ดิน จึงจำเป็นจะต้องคัดเลือกร้านต่างๆ มาไว้ในลิสต์รายการด้วย
ผอ.สิริเกศอนงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการตลาดอินเดียจะต้องทำ 5 เรื่อง ประกอบด้วย
เรื่องแรก จะต้องรักคนและวัฒนธรรมพร้อมกับศึกษาพฤติกรรมชาวอินเดีย
เรื่องที่ 2 แนะนำให้ลงทุนจ้างพนักงานสัมพันธ์ guest relation ไว้คอยให้บริการในสถานประกอบการนั้น ๆ เพราะอินเดียต้องการที่สื่อสารกับคนที่พูดภาษาของตนเองเพื่อความสะดวกสบาย สร้างความเชื่อมั่นถึงความมุ่งมั่นจะต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียอย่างจริงใจ

เรื่องที่ 3 ใส่ใจทำกิมมิกต่างๆ บรรจุไว้ในบริการ เช่น อาหารอินเดีย สถานีโทรทัศน์อินเดีย เครื่องดื่มต้อนรับอย่างชาหรือน้ำผลไม้ผสมมาซาล่า เรื่องที่ 4 จะต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับคู่ค้าอินเดียอย่างสม่ำเสมอ สื่อสาร ทำ Sale call ตอบอีเมลอย่างรวดเร็ว พยายามอัพเดทสิ่งใหม่ ๆ ของโรงแรมหรือโปรโมชั่นต่าง ๆ โดยสามารถส่งมายัง ททท.นิวเดลีได้ทาง[email protected]จะช่วยเผยแพร่และส่งต่อไปยังเครือข่ายคู่ค้าท่องเที่ยวในอินเดียเป็นวงกว้างได้
เรื่องที่ 5 ต้องศึกษางานฉลองเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ของคนอินเดีย แล้วจัดส่งคำอวยพรไปยังผู้ประกอบการอินเดีย เพื่อส่งความประทับใจให้พันธมิตร รวมทั้งการบริหารจัดการบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ กลุ่มที่ 1 ตลาดกลุ่มครอบครัวอินเดีย นิยมเลือกใช้สถานที่พักแบบ All inclusive เมื่อจ่ายเงินค่าที่พักสามารถใช้บริการทุกอย่างได้ฟรีทั้งหมด กลุ่มที่ 2 ตลาดคนรุ่นใหม่ ชอบทำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย
ต่อเนื่องถึงการเข้าร่วมงาน เทรดโชว์ โร้ดโชว์ หลักในตลาดอินเดีย ได้แก่ งาน OTM จัดมุมไบ 8-10 กุมภาพันธ์2567 และงาน SATE จัด 22-24 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้ประกอบการไทยสามารถติดต่อขอเข้าร่วมการขายทั้ง 2 งานกับทาง ททท.เอเชียตะวันออก สำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันแนะนำ “ช่องทางการสื่อสาร” ตลาดอินเดียนิยมใช้What App เป็นหลัก หากการทำประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดจะใช้ facebook กับ Instargram แล้วแชร์ข้อมูลมายัง ททท.นิวเดลี เพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายผู้ประกอบการอินเดียที่มีอยู่ทั้งหมดได้
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










