ททท.ยันปี’66 ตลาดจีนไฮเอนด์เฮเที่ยวไทยเข้าเป้า 3 แสนล้านชี้จีนเปลี่ยนพฤติกรรม 4 เรื่อง-โรงแรม SMEs โอดพัทยาไม่ฟื้น



  • ททท.ชี้จีนเที่ยวไทยปี’66 ยังคงเป้า 5 ล้านคน ทำรายได้เกิน 3 แสนล้านบาท
  • แนะปี’67 เอกชนท่องเที่ยว โรงแรม ปรับด่วนจีนเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ 4 เรื่องใหญ่
  • พัทยาโอดโรงแรม/ท่องเที่ยว SMEs ขาดทัวร์จีนฟื้นรายได้ แถมเจอเพิ่มอีก 4 ปัญหา

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.วางแผนปี 2566 ฟื้นรายได้จากนักท่องเที่ยวสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ได้ถึง 5 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 พฤติกรรมตลาดจีนเดินทางเที่ยวเมืองไทยเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงเห็นภาพชัดเจน เป็นสัญญาณต่อเนื่องถึงปี 2567 ซึ่ง ททท.กำลังประชุมจัดทำแผนตลาดการท่องเที่ยวประจำปี 2567 หรือ TATAP 2024 จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของจีนหลัก ๆ มี 4 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 เดินทางอิสระโดยลำพัง (F.I.T.) มาด้วยกันครั้งละ 2-3 คน มาจากเมืองต้นทางที่มีเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง มีเสถียรภาพ พอสมควร

เรื่องที่ 2 พร้อมใช้จ่ายเงินเฉลี่ยสูงประมาณ 50,000 บาท/คน/ทริป แตกต่างจากก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562 จีนนิยมเดินทางมาเป็นหมู่คณะขนาดใหญ่ครั้งละ 100 คนขึ้นไป/กลุ่ม ใช้จ่ายเงินเฉลี่ยประมาณ 35,000 บาท/คน/ทริป

เรื่องที่ 3 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางอิสระโดยลำพังหันมาใช้การทำ E-VOA (VISA On Arrival) ลงทะเบียนผ่านออนไลน์เมื่อมาถึงสนามบินนานาชาติของไทย ก็สามารถใช้แสดงกับทางเคาน์เตอร์ตรวจลงตราประทับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นจะต้องยืนต่อแถวเข้าคิวรอกรอกเอกสาร VOA

เรื่องที่ 4 ปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน หรือทายาทธุรกิจ ซึ่งนิยมใช้เงินเพื่อหาประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในไทย เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเวลเนส สปา อาหาร แฟชั่นแตกต่างจากอดีตจะเป็นนักท่องเที่ยวสูงวัยมาเป็นหมู่คณะตามแพกเกจหรือโปรแกรมท่องเที่ยวที่ซื้อจากบริษัทตัวแทนนำเที่ยว

นายธเนศวร์ กล่าวว่า ถึงแม้ปัจจุบันจีนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตไม่ได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ อาจจะกระทบกับบางมณฑลและกลุ่มชาวจีนระดับกลางถึงล่าง ส่วนระดับบนยังคงมีกำลังซื้อสามารถเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยได้ ตามที่ปรากฎอยู่จนขณะนี้ยังคงมีจีนเดินทางมาไทยวันละ 15,000 คนขึ้นไป

นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.กล่าวว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวเที่ยวเมืองไทยปี2566 ตอนนี้เห็นตัวเลขทำได้เกิน 4.3 ล้านคนขึ้นไป จนถึง 5 ล้านคน จากสถานการณ์ครึ่งปีแรกทำได้แล้วเกินกว่า 1.9 ล้านคน ครึ่งปีหลังเป็นช่วงฤดูเดินทางจะนำเข้ามาได้อีกไม่น้อยกว่า 2.4 ล้านคน โดยเฉพาะช่วงหยุดต่อเนื่องวันชาติจีนเดือนตุลาคมนี้ประมาณ 8-10 วัน มีแนวโน้มจีนเลือกมาเที่ยวในไทยวันละประมาณ 30,000 คน (สูงกว่าปัจจุบันตามปกติเข้ามาวันละ 15,000 คน) หรือสูงสุดถึงวันละ 100,000 คน

รวมทั้งจีนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนวิธียื่นขอวีซ่าจากเดิมต้องผ่านทางกงศุลหรือสถานฑูตไทยประจำแต่ละมณฑล มาเป็นการลงทะเบียนขอผ่านทางออนไลน์ที่ไทยเปิดให้ยื่นแบบ E-VOA ได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 500 หยวน/คน (แตกต่างจากการยื่นขอวีซ่าปกติจีนมาไทยจะประมาณครั้งละ 250 หยวน/คน) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเพื่อความสะดวกคล่องตัวในการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย แล้วก็เลือกจองใช้โรงแรมที่พักราคาสูง ตรงกับเป้าหมายของ ททท.กำลังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดคุณภาพ

ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเอกชนเสนอความเห็นแตกต่างจาก ททท.โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สปาขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศซึ่งเคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจีนอย่างพัทยา จังหวัดชลบุรี

นายธเนศ ศุภรหัสรังสี เจ้าของโรงแรมราวินทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา และเครือโรงแรมซันไชน์ พัทยา กล่าวว่า ผู้ประกอบการห้องพัก SMEs ต้องพึ่งพารายได้นักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ตั้งแต่เกิดโควิด-19 มาจนถึงขณะนี้จีนไม่กลับมาใช้บริการที่พักเหมือนที่ผ่านมา ที่ผ่านมาพยายามทวงถาม ททท.และหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือเอกชนบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด โดยเฉพาะประเด็นจะปล่อยให้ธุรกิจโรงแรม SMEs ล้มหายไปจากระบบใช่หรือไม่ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ท่องเที่ยวภาพรวมในพัทยาช่วงครึ่งหลังปี 2566 มีโรงแรมห้องพักดำเนินธุรกิจอยู่ประมาณกว่า 100,000 ห้อง เอกชนท่องเที่ยวในพัทยาระบุว่าเป็น “ห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้อง” ตามกฎหมายประมาณ 40% และไม่ถูกต้องอีกประมาณ 60% ตอนนี้กำลังเผชิญความท้าทายที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วน 4 เรื่อง ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 ตลาดจีนยังไม่กลับเข้ามาใช้บริการมากเพียงพอที่จะกระจายเม็ดเงินให้ธุรกิจในพัทยาฟื้นตัวได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องหาวิธีพยุงกิจการกันโดยลำพัง บางส่วนนำตลาดอินเดียเข้ามาทดแทน ซึ่งมี 2 กลุ่มหลัก คือ ทั้งนักท่องเที่ยวเดินทางพักผ่อนทั่วไป (Leisure) กับการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (incentive) แต่ด้วยโครงสร้างราคาขายห้องพักโรงแรมในพัทยาที่ค้าขายกับบริษัทตัวแทนอินเดียยังเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน นั่นคืออินเดียยอมจ่ายค่าห้องพักเฉลี่ยเพียง 800-1,000 บาท/ห้อง/คืน

เรื่องที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ การปรับปรุงซ่อมฟุตบาธ ตามถนนสายต่าง ๆ ในเมืองพัทยา ยังคงรื้อพื้นทางเดินตามหน้าร้านอาหาร สถานประกอบการท่องเที่ยวของเอกชน จึงไม่เอื้ออำนวยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยเลือกใช้บริการเท่าที่ควร

เรื่องที่ 3 ผลกระทบจากภายหลังสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เกิดความขัดแย้งถึงขั้นสมาคมสมาชิกขนาดใหญ่ในส่วนกลางไปประกาศแยกตัวจัดตั้ง สมาคมสภาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย “FETTA” ส่งผลเป็นโดมิโนไปถึงสมาคมระดับจังหวัดท่องเที่ยว และภูมิภาค มีแนวคิดแยกตัวด้วยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลักในการแก้ปัญหาให้สมาชิกลุล่วงอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังคงเล่นเกมการเมืองกันอยู่ต่อไป

เรื่องที่ 4 ผลกระทบจากโลกร้อนตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาจะเกิดภัยแล้งเอลนีโญต่อเนื่องจากพฤษภาคม2566 จนถึงปี 2567 ซึ่งทางเมืองท่องเที่ยวพัทยาเองก็ต้องเจอกับภัยธรรมชาตินี้เช่นกัน เนื่องจากท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่จะต้องใช้น้ำปริมาณสูงมากโดยเฉพาะธุรกิจห้องพักโรงแรม ขณะนี้จึงมีบางโรงแรมมี “ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม” ทั้งที่รายได้ยังไม่กลับคืนตามปกติ เพราะจะต้องใช้เงินลงทุนซื้อน้ำสำรองไว้ หากเป็นโรงแรมขนาด 500-1,000 ห้อง จะสำรองน้ำไว้ใช้เฉลี่ย 3-4 ล้านลิตร

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen