
- ททท.ปี’67 เปิดแผนเคลื่อนทัพใหญ่ อุตฯท่องเที่ยวมั่นคงปลอดภัย ผงาดในตลาดโลกโกย 3 ล้านล้าน
- ตั้งเป้ารับมือวิกฤตเชิงซ้อนด้วย 4 ปัจจัย ล็อกเป้าต่างประเทศ 10 ตลาด ใกล้ 7 ไกล 3 ตลาด
- ดันเที่ยวไทย 200 ล้านคน-ครั้ง ชูจุดขายใหม่ 5 ภาค 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน
ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าใน พ.ศ. 2567 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นปีแห่งการเร่ง “ฟื้นฟู” (Resilience) เพื่อนำประเทศไทยพลิกโฉมไปสู่ High Value and Sustainable Tourism โดยเน้นคุณค่าและความยั่งยืน ททท.จึงพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและ ททท. แบบ Moving forward to Better เดินหน้าต่อเนื่องสู่ก้าวต่อไปของการท่องเที่ยวไทยที่ดียิ่งขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญเรื่องการสร้างระบบนิเวศทางการท่องเที่ยวใหม่ New Ecosystem ลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวจำนวนมาก หันมาสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง พัฒนาห่วงโซ่อุปทานร่วมกับพันธมิตรให้พร้อมรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ แล้วกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างทั่วถึงเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความสมดุลครบทั้ง 4 มิติ คือ มิติความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ มิติสังคมอยู่ดีมีสุข มิติสิ่งแวดล้อมที่ดี และมิติภูมิปัญญา
หัวใจสำคัญในปี 2567 ททท.จะเดินหน้าสร้าง“ความมั่นคงทางการท่องเที่ยว” หรือ Tourism Security เพื่อให้เกิดความมั่นใจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง “ล้มให้เป็น” “ลุกให้ไว” และ “ไปต่อ” อย่างมีภูมิคุ้มกันระยะยาว สามารถเผชิญวิกฤติเชิงซ้อน (Polycrisis) ที่เกิดขึ้นได้ เสริมทัพด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

ปัจจัยที่ 1 เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานบนพื้นฐานของคุณภาพและความยั่งยืน สอดรับกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ปัจจัยที่ 2 พัฒนาปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว เอื้อต่อการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี มีคุณค่าอย่างเท่าเทียม ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ
ปัจจัยที่ 3 ใช้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัล เพิ่ม Digital Literacy ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เน้นการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าและความยั่งยืน
ปัจจัยที่ 4 ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอก อย่างมีประสิทธิภาพ
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.ว่าที่ผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ 1 ตุลาคม 2566 กล่าวว่า ททท.ตั้งเป้าหมายปี 2567 จาก “ตลาดต่างประเทศ” ต้องทำรายได้ 1.92 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน และ “ตลาดในประเทศ” สร้างรายได้ 1.08 ล้านล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยว 200 ล้านคน-ครั้งเพื่อจะทำให้ประเทศไทยเกิดรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งหมด 3 ล้านล้านบาท พร้อมกับนำพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฝ่าความท้าทายเพราะจะต้องเผชิญกับเศรษฐกิจในประเทศและทั่วโลกชะลอ ภัยธรรมชาติ และอื่น ๆ ททท.จะมุ่ง1.Partnership 360 2.Accellertatte Access to Digital World 3.Sub Culture 4. โดยมีโซ่คล้องด้วยโครงการThe Link

วางแผนล็อกเป้า “ตลาดต่างประเทศ” ตลอดปีหน้ารวม 10 ตลาดหลัก ประกอบด้วย 1.ท่องเที่ยวระยะใกล้ 7 ตลาดได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ เวียดนาม ตะวันออกกลาง และ 2.ตลาดระยะไกล 3 ตลาด ได้แก่ รัสเซีย ยูเค สหรัฐอเมริกา ด้วยการเดินหน้าขับเคลื่อนด้วย 5 ทิศทางหลัก ได้แก่
ทิศทางที่ 1 ส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ท่องเที่ยวไทยความยั่งยืน ในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม ลดภาระชุมชนเปลี่ยนไปสร้างสาระทุกการเดินทาง พร้อมกับกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเท่าเทียม Amazing Tourism Fair
ทิศทางที่ 2 รุกตลาดใหม่ เมืองไทย เที่ยวได้ตลอดทั้งปี หรือ All Year Round ให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ตลาดยุโรป” เช่น เช็ค โปแลนด์ โรมาเนีย บัลกาเรีย โดยจะร่วมกับสายการบินรายใหญ่ บริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่ เปิดพื้นที่นำร่องเที่ยวภูเก็ต กระบี่ ส่วน “ตลาดตะวันออกกลาง” เปิดความสัมพันธ์เล็งเจาะ ซาอุดิอาระเบีย สถิติปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 1.5 แสนคน ปี 2567 ตั้งเป้า 2-2.5 แสนคน
เช่นการรุกเจาะตลาด 5 กลุ่ม คือ 1.ทายาทเศรษฐีในญี่ปุ่น 2.นักธุรกิจหน้าใหม่สายศรัทธาจากมาเลเซีย สิงคโปร์3.นักเดินทางที่เน้นโอกาสพิเศษในการเดินทาง 4.กลุ่มรักความงาม สุขภาพ และ 5.กลุ่ม Digital nomad และWorkation ในอาเซียน กับอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยจะทำให้เกิดการท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี
ควบคู่กับการวางแผนงาน “ช่วงชิงตลาด” จากหลายประเทศคู่แข่ง โดยใช้กลยุทธ์นำเอกชนไปทำเทรดโชว์ โร้ดโชว์ธีมปี 2567 เน้นสินค้าบริการเชิงคุณภาพของประเทศไทยทั้งหมด พร้อมกับลงลึกตอบโจทย์ประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะนำไปเสนอขายในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป
ทิศทางที่ 3 แสวงหาคู่ค้ารายใหญ่ กับหาคู่ค้ารายใหม่ ขยายศักยภาพไปทั่วโลก โดยได้นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ทำโครงการ Tourism Cares กับทางสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนซึ่งมีสมาชิกหลากหลาย เช่น สายการบิน เรือสำราญ สื่อมวลชน ที่ทำให้ไทยได้ประโยชน์ในมิติการท่องเที่ยวยั่งยืน แล้วผู้ประกอบการไทยก็จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เรื่อยไปจนถึงการแลกเปลี่ยนกับตัวแทนท่องเที่ยวรายใหญ่ในอเมริกา Luxury Travel
ส่วนการขยายตลาดกับคู่ค้ารายใหญ่ โดยจะดูพื้นฐาน ททท.มีสำนักงานสาขาเต็มพื้นที่ใน สาธารณรัฐประชาชนจีนอินเดีย ญี่ปุ่น ผ่านช่องทางออนไลน์ กับพันธมิตรแถวหน้าของแต่ละประเทศ
ทิศทางที่ 4 เชื่อมโยงการท่องเที่ยวทางบก หลังพบช่วงวิกฤตโควิด-19 เที่ยวบินและจำนวนที่นั่งการเดินทางทางอากาศหายไปเป็นจำนวนมาก เพิ่งจะมาฟื้นปี 2566 กลับมาได้เพียง 60-70 % คาดหวังปี 2567 จะกลับไปสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้เป็นปกติ ดังนั้นจึงต้องบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกหันมาส่งเสริมการเดินทางทางบก เช่นรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าสู่เมืองไทย และจัดคาราวานรถยนต์จีนเที่ยวไทยปี 2567 ส่วนอีกตลาดซูเปอร์สตาร์ คือ “มาเลเซีย” ขับรถมาเที่ยวในเมืองไทยไกลมากขึ้นกว่าสงขลาหรือภาคใต้
ทิศทางที่ 5 การใช้ดิจิทัล คอนเทนท์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย ตลาดระยะใกล้มีกระแสตอบรับดีมาก เช่นเกาหลีใต้ ได้ใช้ Virtual influencer คือ น้อง Rozy นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย Gen Y – Z มาเที่ยวไทย
ส่วนแผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว Meaningful Relationship จะเร่งสร้าง Meaningful Connection /คุณค่าแห่งความสัมพันธ์สร้างทุกสิ่งรอบตัวให้มีประสบการณ์ความทรงจำที่ดีให้ทุกคนตลอดการพักผ่อนอยู่ในเมืองไทยโดยหวังผลระยะยาวให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำ ๆ ขยายวันพักเฉลี่ย เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นผู้สนับสนุน “บอกต่อ” ให้คนอื่น ๆ มาเที่ยวเมืองไทยต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
ส่วน “ตลาดในประเทศ” จะเน้นกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวบ่อยมากขึ้น 365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทย เที่ยวได้ทุกวันโดยใช้ห่วงโซ่คุณค่าให้ได้มากที่สุด ทั้ง 5 ภูมิภาค ดังต่อไป
“ภาคเหนือ” ชู Soft Power Amazing Northern ทางด้าน ไลฟ์สไตล์ ความเชื่อ/Faithival เมืองรอง มีอัตลักษณ์วัฒนธรรมอาหารถิ่น สิ่งทีเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
“ภาคกลาง 4 HD happy Destination 1.Healthy life and Shariing การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 2.Happy Story เรื่องราวดี ๆที่อยากออกไปค้นหา เช่น โบราณสถาน อารยธรรม ชุมชน ตามรอยประวัติศาสตร์ ตามรอยภาพยนต์ชื่อดัง 3.Happy Workplace ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนทำงานยุคใหม่ ที่ต้องการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
“ภาคอีสาน” เที่ยวไป กินไป “อีสานไปไสกะแซ่บ” 20 ประสบการณ์การกิน ตามวิถีชุมชนและวิถีเผ่า กินอย่างช้าง(สุรินทร์/ศรีสะเกษ) อาหารถิ่นสู่มิชลินสตาร์ อุบล ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา เชื่อมสู่ชัยภูมิ
“ภาคตะวันออก” สบาย ๆ พลัส 4 แบบ 1.ยืนหนึ่งเรื่องกิน 2.สุดฟินเรื่องสบาย เที่ยวดี กินดี นอนดี สไตล์แฮ 3.จิตผ่อนคลายสายมู อิ่มใจได้บุญ 4.เรียนรู้เรื่องรัก(ษ์) เที่ยวช่วยโลก

“ภาคใต้” นำเสนอ 14 สไตล์ 14 จังหวัด สายกินอร่อย สายสุขภาพ ประสบการณ์ท่องเที่ยวสายกีฬา เที่ยวตามความเชื่อ และสายอนุรักษ์และรักโลก สายท่องเที่ยวหรูหรา/luxury
การท่องเที่ยวที่ออกเดินทางมีความสุขทันทีและมีความหมาย ไปเติมเต็มโมเมนท์ที่ใช่ให้กับตัวเอง คนที่เรารัก กับแคมเปญ “โมเมนต์ที่ใช่ สร้างได้ไม่ต้องรอ”
สำหรับกิจกรรมการตลาดที่จะชู Soft Power ทำโครงการ Amazing Thailand Co Brand แต่ละด้าน ดังนี้ 1.Food สายอาหาร ไฮไลต์เรื่องอาหารมิชลินไกด์ 2.Fashion กระตุ้นสายแฟชั่นจะต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย 5 ภาค 77 จังหวัด3.Film สายถ่ายทำภาพยนตร์ 4.Festival /สายเทศกาล นำเสนอการลงทุนจัดมิวสิคทั่วไทย ต่อยอดวัฒนธรรม ผลักดันเป็นเอนเตอร์เทนฮับ 5.Fight/สายกีฬาและการต่อสู้ ที่มีความหลากหลายได้รับความนิยมผนวกเข้ากับ Amazing Thailand Experience ตามมาด้วยกิจกรรมในประเทศ เช่น วิจิตรเจ้าพระยา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนรายได้เข้าประเทศให้ได้ 3 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ททท.ได้แถลงแผนการท่องเที่ยวประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 โดยได้รับเกียรติจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายอารัญ บุญชัยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คณะกรรมการ ททท. รวมถึงภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










