
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ต.ค.64) มีผลสำรวจความคิดเห็นครั้งใหม่ซึ่งจัดทำโดยสถาบัน Nanos Research for the Globe and Mail เผยว่า ชาวแคนาดากว่า 75% มีความเห็นว่ารัฐบาลแคนาดา ภายใต้การบริหารของนายจัสติน ทรูโดนายกรัฐมนตรีแคนาดา ควรมีคำสั่งแบนบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี จากการมีส่วนร่วมในโครงข่ายโทรคมนาคม 5G ของประเทศ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53% ในปี 2562
โดยกระแสความคิดเห็นในเชิงลบต่อหัวเว่ยที่รุนแรงขึ้นเช่นนี้ สะท้อนถึงความไม่พอใจของชาวแคนาดาที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จากกรณีที่ทางการจีนควบคุมตัวนายไมเคิล คอฟริก อดีตนักการทูต และนายไมเคิล สปาวอร์ นักธุรกิจชาวแคนาดา เพียงไม่กี่วันหลังตำรวจแคนาดาได้เข้าจับกุมตัวนางเมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของหัวเว่ยตามหมายจับของสหรัฐฯ
ทั้งนี้รายงานข่าว ระบุว่า ชายชาวแคนาดาทั้งสองถูกคุมขังในสภาพที่โหดร้ายนานกว่า 1,000 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือน ก.ย.ปีนี้ เมื่อนางเมิ่งได้เดินทางกลับประเทศจีน หลังจากบรรลุข้อตกลงยุติคดีฉ้อโกงกับทางการสหรัฐฯ
แม้ว่ารัฐบาลจีนยืนยันมาโดยตลอดว่าคดีของนางเมิ่งและของชาวแคนาดา 2 รายนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกัน แต่รัฐบาลของนายทรูโดก็ได้กล่าวหาว่า จีนใช้วิธีจับตัวประกันเพื่อจุดประสงค์ทางการทูต (Hostage Diplomacy)
ทั้งนี้ นายทรูโดจะตัดสินใจว่า จะเปิดโอกาสให้หัวเว่ยใช้โครงข่าย 5G ของแคนาดาหรือไม่ในเร็วๆ นี้ โดยหากนายทรูโดตัดสินใจออกคำสั่งแบนหัวเว่ยจริง ก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและแคนาดายิ่งย่ำแย่ลง โดยแคนาดาได้ชะลอการตัดสินใจในประเด็นนี้มาตลอดเกือบ 3 ปี
ขณะที่นายคอฟริก และนายสปาวอร์ ถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกัน พันธมิตรใกล้ชิดของแคนาดาอย่างสหรัฐฯ, อังกฤษและออสเตรเลีย ต่างก็มีคำสั่งห้ามบริษัทหัวเว่ยประกอบกิจการในประเทศไปแล้ว










