ดาวโจนส์ปิดตลาดบวก39จุด ตลาดกังวลยาต้านไวรัสโควิด-19ไม่คืบหน้า



  • WHO ชี้ยา remdesivir ยาแอนตี้ไวรัสโควิด-19ไม่ได้ผลเท่าที่คิด
  • นักลงทุน พิษโควิด-19 ตัวเลขคนว่างงานสหรัฐพุ่ง4.4ล้านคนในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • หุ้นน้ำมันดีดขึ้นหนุนตลาดปิดบวก หลังราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง20%

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดวันที่ 23 เม.ย.ที่ 23,515.26 จุด เพิ่มขึ้น 39.44 จุด หรือ +0.17% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 2,797.80 จุด ลดลง 1.51 จุด หรือ -0.05% ด้านดัชนีอนสแด็ก คอมโพซิส ปิดที่ 8,494.75 จุด ลดลง 0.63 จุด หรือ -0.01%

นักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบสดของโควิด-18 โดยหลังจากช่วงเปิดตลาด ซึ่งดัชนีได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเกือบ 20% และการพิจารณาเพื่อผ่านร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการเยียวยาธุรกิจขนาดเล็กและโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 วงเงิน 4.84 แสนล้านดอลลาร์ของสภาผู้แทนราษฎร

แต่ต่อมาดัชนีดาวโจนส์ได้ลดช่วงบวก ขณะที่ดัชนี เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็ก ปรับตัวลงสู่แดนลบ หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผลการใช้ยา remdesivir ซึ่งเป็นยาแอนตี้ไวรัสของบริษัท Gilead Sciences ในการทดสอบทางคลินิกที่จีน พบว่า ยาดังกล่าวไม่ได้ผลดีอย่างที่คิดกันไว้ โดยไม่สามารถเร่งอัตราการฟื้นตัวของผู้ป่วยโรคโควิด-19 รวมทั้งไม่สามารถป้องกันผู้ป่วยจากการเสียชีวิต

ทั้งนี้ WHO รายงานผลดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก่อนที่จะลบออกในเวลาต่อมา

หุ้น Gilead Sciences ร่วงลง 4.34% เนื่องจากข่าวดังกล่าว ขณะที่หุ้นบางตัวในกลุ่มเวชภัณฑ์และธุรกิจสุขภาพปรับตัวลงด้วย โดยหุ้นแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส ร่วงลง 1.6% หุ้นเมดโทรนิค ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ปรับตัวลง 0.2%

หุ้นโดมิโน พิซซา ร่วงลง 3.7% หลังจากบริษัทเปิดเผยยอดขายที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 1 แม้ว่ารายได้และกำไรจะออกมาสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ก็ตาม

หุ้นเฮอร์ชีย์ ดิ่งลง 4.5% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.2% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 2.79% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ดีดขึ้น 8.38% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น ทะยานขึ้น 34.03% หุ้นเบเกอร์ ฮิวจ์ บวก 4.4% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 6.4%

ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.4 ล้านราย ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3 ล้านราย โดยการพุ่งขึ้นของตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานมีสาเหตุจากการที่ภาคธุรกิจได้พากันปิดกิจการ จากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้มีการปลดพนักงานจำนวนมาก

ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่ดิ่งลง 15.4% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2556 สู่ระดับ 627,000 ยูนิต และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 645,000 ยูนิต หลังจากแตะระดับ 741,000 ยูนิตในเดือนก.พ.