
- หลังรัฐคลายมาตรการคุมเข้มโควิดทำธุรกิจกลับมาเดินต่อ
- แต่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นน้ำท่วม-ปัญหาการเมือง-น้ำมันแพงมาซ้ำ
- หวังรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นเพิ่ม-ส่วนดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าทรุดยาว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.64 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้น และเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.64 อยู่ที่ 41.1 เพิ่มจาก 39.6 ในเดือนส.ค.64 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน อยู่ที่ 25.5 เพิ่มจาก 24.3 ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต อยู่ที่ 48.9 เพิ่มจาก 46.7 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 35.5 เพิ่มจาก 33.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางาน อยู่ที่ 37.8 เพิ่มจาก 36.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 50.8 เพิ่มจาก 48.6
สาเหตุที่ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทุกรายการ มาจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการ อนุญาตให้เปิดกิจการกิจกรรมต่างๆได้มากขึ้น ประกอบกับ การติดเชื้อโควิด-19 ดีขึ้น การฉีดวัคซีนคาดว่าสิ้นปี 64 จะคลอบคลุมประชากรได้ 70% อีกทั้งยังมีมาตรการเพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐผ่านโครงการต่างๆ เช่น คนละครึ่ง ยิ่งใช้ยิ่งได้ ม.33-39-40 ฯลฯ ทำให้คนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น

“แม้ว่าความเชื่อมั่นดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้การบริโภค การจับจ่ายซื้อสินค้ากลับมาได้อย่างรวดเร็ว ดัชนีหลายตัว ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 ค่อนข้างมาก ดังนั้น ต้องดูว่า รัฐบาลจะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบได้มากกว่านี้หรือไม่ ส่วนประเด็นการเปิดประเทศ ต้องดูว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเปิดแต่ละจุด จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในระยะ 2 เดือนประมาณ 200,000-300,000 คน จะเกิดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้ 10,00-20,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.05-0.1%”
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์น้ำท่วม จะสามารถคลี่คลายได้เร็วหรือไม่ ราคาน้ำมันในประเทศ ปัญหาการเมืองในประเทศ รวมถึงสถานการณ์โควิดในประเทศ ที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นได้ อย่างไรก็ตามหกโควิดคลี่คลาย กิจกรรมทางเศรษฐกิจดีขึ้น น้ำท่วมคลี่คลาย กระจายการฉีดวัคซีนได้เร็วและครบตามเป้าหมายอัตราการเสียชีวิตน้อยลง จะมีผลต่อความเชื่อมั่น และโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตได้อยู่ที่ 1-1.5%

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ที่สำรวจจากสมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศ เดือนก.ย.64 อยู่ที่ 19.4 ลดลงจาก 19.8 ในเดือนส.ค.64 ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกภูมิภาค และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เพราะวิตกกังวลโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา, ผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตร, ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้ายังทรงตัวในระดับสูง, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกชนิด










