
จับตา “3 ผู้นำใหม่” “นายกฯเศรษฐา-รมว.สุดาวรรณ-ผู้ว่าฯฐาปนีย์” ใช้ VISA FREE ล็อกเป้าทัวร์จีน 5 ล้านคน ปั๊มรายได้ 3.5 แสนล้าน
- 4 องค์กรอินเตอร์ชี้ต้องฝ่าด่านความท้าทายจีนหลังโควิดให้ได้ 4 เรื่อง 3 เทรนด์ใหม่
- จีนแห่เที่ยวในประเทศ 8 เดือนแรกปี’66 ถึง 1,839 ล้านคน-ครั้ง เงินสะพัดจีน 6 ล้านล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่รัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายนำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพิ่มรายได้เร่งด่วนให้ได้ 3 ล้านล้านบาท ภายใต้การขับเคลื่อนร่วมกันของ “3 ผู้นำใหม่” คือ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ “นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ประเดิมนโยบายแรกทำทันที ล็อกเป้า “นำเข้าทัวร์จีน” ซึ่งเคยเดินทางมาไทยมากที่สุดเมื่อปี 2562 อันดับ 1 รวมทั้งสิ้น 10.99 ล้านคน (จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 39.9 ล้านคน) เพิ่มขึ้น 4.36% สร้างรายได้ 5.43 แสนล้านบาทเพิ่ม 4.78% ต่อมาปี 2563 เกิดโควิดระบาดเป็นเหตุการณ์หยุดโลกการท่องเที่ยวฉับพลัน กระทั่งเดือนกรกฎาคม 2565 รัฐบาลไทยประกาศเปิดประเทศโดยลดเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ต่างชาติทยอยเข้ามาเที่ยวได้ตามปกติ ส่วนรัฐบาลจีนให้ประชาชนเดินทางต่างประเทศรวมไทยได้อีกครั้งเมื่อธันวาคม 2565 เป็นต้นมา
ปี 2566 ททท.ตั้งเป้าใหม่อีกครั้งจะนำเข้าทัวร์จีนให้ได้ 5 ล้านคน สร้างรายได้ 3.5 แสนล้านบาทขึ้นไป ภายใต้สถานการณ์ “โลกใหม่” และ “พฤติกรรมจีน” เปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของ “เอกชนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ตั้งตารอนโยบายรัฐบาลไทยประกาศเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้เร็วและมากที่สุด เพื่อกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งมีจำนวนเกือบ 11 ล้านคน แตกต่างจาก 8 เดือนแรก ระหว่างมกราคม-สิงหาคม 2566 จีนมาเที่ยวเมืองไทยอันดับสอง 2.2 ล้านคน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศใช้นโยบาย “VISA FREE” นำร่องเปิดรับจีนและคาซัคสถานเดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าสามารถพำนักในไทยได้ 30 วัน จะเริ่มทดลองทำ 5 เดือนแรกเริ่ม 25 กันยายน 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567
นโยบายนี้ทุกภาคส่วนของไทยทั้งรัฐบาลและเอกชนจะต้องผนึกกันฝ่าความท้าทายกับสถานการณ์ใน “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ไปให้ได้ เนื่องจากปัจจุบันจีนกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงส่งผลถึง “การใช้จ่ายเงินของคนจีน” หลายมิติจะส่งผลกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ (outbound) ของจีน 4 เรื่องใหญ่ ดังนี้
เรื่องที่ 1 ตลอดปี 2566 มีรายงานคนจีนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ (Outbound) ทั่วโลกเพียง 30 % ของจำนวนผู้ที่มีหนังสือเดินทางราว 100 ล้านคน ล่าสุดสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เปิดตัวเลขล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2566 สายการบินจีนมุ่งให้บริการ “เที่ยวบินภายในประเทศ” เติบโตแข็งแกร่งมากที่สุด มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 71.9% สูงกว่าเดือนกรกฎาคม 2562 ถึง 22.5%
เรื่องที่ 2 “ภาพรวมจีนเที่ยวในประเทศ” องค์กรการท่องเที่ยวจีนรายงาน “คนจีนเน้นเที่ยวในประเทศ” ตลอด 8 เดือนแรก ระหว่างมกราคม-สิงหาคม 2566 รวมแล้วกว่า 1,839 ล้านคน-ครั้ง แซงหน้าปี 2562 และสร้างรายได้ 6 ล้านล้านบาท มีอัตราพักเพิ่มขึ้น 140% ใช้บริการเที่ยวบินในประเทศเพิ่ม 40%

“จีนเที่ยวในประเทศ” ช่วงครึ่งปีแรก ระหว่างมกราคม-มิถุนายน 2566 สร้างรายได้ 2.3 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ3.18 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 108.9% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน ใช้เงินเที่ยวเพิ่มขึ้น 41.5% โดยมีสัญญาณฟื้นตัวทั้งจีนเที่ยวในประเทศสูง ส่วนต่างประเทศจะเติบโตอย่างช้า ๆ เพราะความไม่แน่นอนจากสภาพแวดล้อมของ“รายได้และการจ้างงาน” ประเมินได้จากเซกเตอร์ค้าปลีกและบริการอื่น ๆ ผนวกกับ “เที่ยวบินระหว่างประเทศ” ยังต้องใช้เวลายาวนานที่จะฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ยังไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ว่าจนถึงไตรมาส 4 ปี 2566 เที่ยวบินระหว่างประเทศจะกลับมาได้ถึง 80% หรือไม่ จึงทำให้คนจีนหันกลับไปวางแผนเที่ยวในประเทศแทนเที่ยวต่างประเทศ
ขณะนี้ “กลุ่มคนหนุ่มสาวจีน” ซึ่งเป็นตลาดหลักได้เน้นเลือกซื้อโปรแกรมเที่ยวอย่างยั่งยืน และเลือกซื้อเส้นทางใหม่ ๆตัวอย่างล่าสุดในซีอานของจีนเพิ่งเปิดบริการท่องเที่ยวรถไฟ โดยดีไซน์ให้นักท่องเที่ยวสวมชุดย้อนสมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถังตลอดทริปบนรถไฟ รวมทั้งชูจุดขายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น เมืองคัชการ์ในจีนจัดแพกเกจครบวงจรให้นักท่องเที่ยวแต่งหน้าทำผมพร้อมจ้างช่างภาพมาบริการตลอดทริป ราคาแพกเกจละ 1,500 หยวน/คน/ทริป
ส่วนพฤติกรรมของ “นักท่องเที่ยวจีนหลังสถานการณ์โควิด-19” ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รวมทั้ง “การท่องเที่ยวต่างประเทศ” มีข้อจำกัดหลายอย่าง สวนทางกับ “การท่องเที่ยวในประเทศ” ซึ่งเติบโตเฟื่องฟูสมบูรณ์แบบชัดเจนด้วยการท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ Staycation ในการเข้าถึงประสบการณ์พักผ่อนในรีสอร์ตทริปสกี และเมืองต่าง ๆ
เรื่องที่ 3 “ภาพรวมจีนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ” ตลอดครึ่งปีแรก 2566 มีข้อมูลยืนยันจาก 4 องค์กรใหญ่ประเมินนักท่องเที่ยวจีนไปในทิศทางเดียวกันคือจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ด้วยข้อจำกัดและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ประกอบด้วย
องค์กรแรก World Tourism Alliance วิเคราะห์ครึ่งปีแรก 2566 จีนจะเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้น 21 % เปรียบเทียบช่วงเดียวกันกับก่อนเกิดโควิดปี 2562 แนวโน้มตลาดจะปรับตัวขึ้นแบบ U-Shaped ไม่ได้เติบโตแบบหวือหวารวดเร็วนัก
องค์กรที่สอง Alipay’s Overseas Spending Platform ระบุจีนเที่ยวต่างประเทศประมาณ 24 % ของปี 2562 มีเป้าหมายมาไทยติดอันดับ 4 จากทั้งหมด 10 ประเทศ อันดับ 1 ฮ่องกง อันดับ 2 มาเก๊า อันดับ 3 ญี่ปุ่น โดยมีแรงดึงดูดจากรัฐบาลจีนนำนโยบาย Greater Bay Area มาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวตั้งแต่พฤษภาคม 2566 กระตุ้นจีนท่องเที่ยวในพื้นที่สามเหลี่ยมเชื่อมโยง “จีน-ฮ่องกง-มาเก๊า” ซึ่งทางการท่องเที่ยวฮ่องกงออกมาประกาศว่าช่วงครึ่งปีแรกก็มีจีนเที่ยวฮ่องกงแล้ว 13 ล้านคน เพิ่มขึ้น 77%
องค์กรที่สาม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน รายงานตัวเลขตอกย้ำถึงพลังดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางเข้าออก Greater Bay Area Cities ในพื้นที่เชื่อมโยง 10 เมือง ได้แก่ เสิ่นเจิ้น เซี่ยงไฮ้ กวางโจวปักกิ่ง หังโจว ชูไห่ เฉิงตู อู่ฮั่น ฝัวซาน ตงกว่าน ส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มคนจีนที่มีรายได้ระดับปานกลาง” ชื่นชอบเดินทางเพื่อการพักผ่อน ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติและเพื่อน
องค์กรที่สี่ กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุถึงการขยายตัวของจีนเดินทางต่างประเทศสู่จุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มยุโรปเองก็คาดหวังจะได้รับอานิสงด้วยการนำนโยบายวีซ่าเข้ามาใช้ดึงความสนใจนักท่องเที่ยวจีนเช่นกัน
เรื่องที่ 4 ความต้องการของผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวจีน มุ่งสู่ยุคเทคโนโลยี “ดิจิทัล” ตอนนี้มีเทรนด์มาแรงเรื่อง Tech-savvy อันหมายถึง “ผู้บริการจะต้องมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีขั้นสูง” เป็นพลังขับเคลื่อนสร้างสรรจุดขายการท่องเที่ยวอย่างทันสมัย ทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเชื่อมโยงเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้ง่าย ขณะนี้ทัวร์จีนกำลังนิยมพึ่งพาดิจิทัลเทรนด์ใหม่ 3 บริการ ประกอบด้วย

บริการที่ 1 IoT ตามโรงแรมที่พักในจีนได้ดีไซน์ห้องพักให้กลายเป็นศูนย์รวมอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ได้ บริการที่ 2 เทคโนโลยี VR/AR พัฒนาสร้างโลกเสมือนจริงแนะนำแหล่งท่องเที่ยว แหล่งธรรมชาติ และวัฒนธรรม เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ใช้เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพเสริมการตลาดให้คนเข้าถึงเส้นทางท่องเที่ยวเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
บริการที่ 3 “บริการการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ” ควบคู่กับการใช้ดิจิทัลเพย์เมนท์ ขณะนี้การท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนฟื้นตัวเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากมี China Tech เป็นศูนย์กลางดูแลการใช้จ่ายเงินผ่านดิจิทัลตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ได้ตลอดทริปอย่างสะดวกปลอดภัย เริ่มจากการเช็คอิน การเลือกสถานที่รับประทานอาหารแหล่งช้อปปิ้ง และมีปฏิสัมพันธ์การโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการได้ต่อเนื่องทุกจุด
ดังนั้นประเทศที่จะต้องการเพิ่มรายได้ “ตลาดจีนกลุ่มคุณภาพ” มากขึ้นรวมทั้งไทยด้วยจะต้องจัดเตรียมสินค้าทางการท่องเที่ยวให้พร้อม 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์คุณภาพสูง ไว้รองรับตลาดหลักที่มีจำนวนและการใช้จ่ายเงินมากเป็นอันดับต้น ๆ คือ “กลุ่มครอบครัว” ซึ่งสนใจแหล่งท่องเที่ยวสวนสนุก กีฬาทางน้ำ กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรดีไซน์ให้สมดุลระหว่างการเข้าถึงและความน่าเชื่อถือประสบการณ์ความสะดวกสบายและความตื่นตาตื่นใจ
ส่วนที่ 2 ใช้พลังของโซเชียล มีเดีย ทำคลิปวิดีโอสั้น ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ทัวร์จีนกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามวัย/อายุ ผนวกการเปิดตัวแคมเปญแหล่งท่องเที่ยวใหม่ด้วยวิดีโอที่น่าสนใจ ปัจจุบันจีนนิยมใช้แพลตฟอร์ม Douyin, Xiaohongshu , Tik Tok , WeChat มีผลอย่างมากที่จะทำให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนได้จำนวนมหาศาล
ส่วนที่ 3 ใช้ช่องทางตรง หรือ D2C -Direct-to-Consumer ทั้งกับบริษัทตัวแทนขายท่องเที่ยวออนไลน์ (OTAs) ศูนย์กลางออนไลน์ท่องเที่ยวหลักหรือ OTPs -Online travel portals
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










