ไม่มีตุกติก… “คณิศ” เผยกลุ่ม ซี.พี. จ่ายมัดจำแอร์พอร์ต เรลลิงก์แล้วกว่า 1 พันล้านบาท ลั่นทุกอย่างเป็นไปตามแผน



  • ยันพร้อมดำเนินการตามสัญญา เร่งเจรจารฟท. เยียวยาโควิดจบใน 3 เดือน
  • ชี้ส่งมอบพื้นที่สร้างไฮสปีด ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ไปแล้ว 98.11% ที่เหลือครบช่วง ม.ค.65

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (EEC Project list) ว่า กรณีที่ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือเดิมคือกลุ่ม ซี.พี.ต้องเข้ารับโอนสิทธิ์ดำเนินการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ในวันที่ 24 ต.ค. 2564 ตามสัญญาร่วมทุนพร้อมชำระค่าให้สิทธิร่วมลงทุน แอร์พอร์ต เรลลิงก์ จำนวน 10,671.09 ล้านบาท ให้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่เนื่องจากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้โดยสารลดลงจากประมาณ 7-8 หมื่นคน/วัน ในช่วงที่ทำสัญญา เหลือเพียง 1-2 หมื่นคน/วัน ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่คาดการณ์มาก่อน โดยทางเอกชนได้ทำหนังสือขอเยียวผลกระทบที่เกิดขึ้น 

ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีนโยบายให้หาทางแก้ไขโดยไม่ให้กระเทือนต่อประชาชนผู้โดยสาร โดยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2564 รฟท. และเอกชนได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการบริหารสัญญาร่วมลงทุน และแก้ไขปัญหาโครงการฯ เพื่อให้เอกชนเข้ารับดำเนินการ แอร์พอร์ต เรลลิงก์ และให้มีบริการได้อย่างต่อเนื่อง โดย MOU มีระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้เจรจาหาทางออกร่วมกันโดยรัฐต้องไม่เสียประโยชน์และเป็นธรรมกับเอกชน โดยการเจรจาจะดำเนินการโดยคณะทำงาน ที่แต่งตั้งโดย รฟท.และคณะกรรมการกำกับเพื่อนำเสนอ รฟท. กพอ. และ ครม.ต่อไป

ทั้งนี้สำหรับ MOU มีรายละเอียดคือ 1. เอกชนคู่สัญญาเข้ารับดำเนินการ แอร์พอร์ต เรลลิงก์ นับจากวันที่ 24 ต.ค. 2564 ตามกำหนดการที่วางไว้ 2. เอกชนฯรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรวมถึงบุคลากรปฏิบัติงานทั้งหมด รับผิดชอบความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมาย และการดำเนินการอื่นใด เพื่อทำให้การเดินรถไฟและซ่อมบำรุงรักษาระบบแอร์พอร์ต เรลลิงก์เป็นไปตามมาตรฐานดัชนีชี้วัด หรือ KPI ที่ รฟท. กำหนด ซึ่งหลังจากลงนามสัญญาร่วมลงทุนฯ เอกชนได้มีการลงทุนไปแล้วกว่า 1,100 ล้านบาท ในการปรับปรุงระบบและบริการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และฝึกอบรมพนักงานปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่อง 

3. รฟท. ยังเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารเหมือนเดิม เพราะยังไม่มีโอนสิทธิ์และรายได้ ให้เอกชน จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาการชำระค่า แอร์พอร์ต เรลลิงก์แล้วเสร็จ ทั้งนี้จะให้เอกชนนำค่าโดยสารดังกล่าวไปหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หากกำไรต้องส่งคืน รฟท. ดังนั้น รฟท. จึงไม่ต้องรับภาระขาดทุนการการดำเนินงานแอร์พอร์ต เรลลิงก์ อีกต่อไป นับจากวันที่ 24 ต.ค. 2564 ซึ่งในปี 2564 รฟท.ขาดทุนการจากการดำเนินงานแอร์พอร์ต เรลลิงก์ประมาณ 600 ล้านบาท และประเมินว่าในปี 2565 หากรฟท.ดำเนินการเองจะขาดทุนประมาณ 700 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อให้เอกชนเข้ามาบริหารเท่ากับ รฟท. ตัดเรื่องขาดทุน ส่วนเอกชนเข้ามารับความเสี่ยงแทนขณะที่รฟท.เองไม่จัดเตรียมงบประมาณที่จะบริหารโครงการต่อด้วย

4. วันที่ลงนาม MOU เอกชนฯ นำเช็คเงินสดจำนวน 1,067.11 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของค่าสิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ จำนวน 10,671.09 ล้านบาท ให้แก่ รฟท. เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามบันทึกข้อตกลง ส่วนที่เหลือจะผ่อนผันการชำระเป็นอย่างไร ยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด 

โดย เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา เอกชนได้เข้าดำเนินการโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ตาม MOU แล้ว และการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่พบปัญหาอุปสรรคใดๆ ในการให้บริการประชาชน โดยรฟท. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแล อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้เอกชนได้เสนอแผนการลงทุนเพื่อพัฒนา แอร์พอร์ต เรลลิงก์ เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการรับงานของเอกชน ส่วนที่เหลือจะมีการลงทุนในการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติม และจัดทำทางเดินเชื่อมใต้ดินจากสถานีรถไฟฟ้า MRT มายังสถานีแอร์พอร์ต เรลลิงก์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

ขณะนี้ เอกชน ส่งบุคลากร จำนวน 475 คน เข้าบริหารโครงการแอร์พอร์ต เรลลิงก์แล้ว แบ่งเป็น ฝ่ายปฎิบัติการ 250 ฝ่ายซ่อมบำรุง 225 คน การถ่ายโอนการบริหารจึงไม่มีปัญหา แต่โอนสิทธิ์ ต้องรอการเจรจาให้ได้ข้อยุติภายใน 3 เดือน ก่อน รวมถึงยันส่งมอบพื้นที่ ออก NTP เริ่มก่อสร้าง มี.ค. 65 แจงตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากู้เงิน 

นายคณิศ กล่าวต่อว่า ส่วนการส่งมอบพื้นที่เพื่อก่อสร้างให้เอกชนนั้น เอกชนจะต้องก่อสร้างโครงการ ช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ซึ่งรฟท.ได้มีการส่งมอบพื้นที่ไปแล้ว 98.11% คิดเป็นพื้นที่ 3,513 ไร่ 1 งาน3 ตารางวา ซึ่งเอกชนคู่สัญญา ได้ทยอยเข้าเตรียมการก่อสร้างแล้วตั้งแต่ปลายปี 2563 ประกอบด้วย การสร้างถนนและสะพานชั่วคราวของโครงการ การสร้างโรงหล่อชิ้นส่วนทางวิ่งรถไฟ การสร้างบ้านพักคนงาน ส่วนที่เหลือ อีก1.89% ภายในเดือน ม.ค. 2565 และเมื่อเอกชน ตรวจรับพื้นที่แล้วเสร็จ รฟท.จะออกหนังสือแจ้งเริ่มงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการ (NTP) ประมาณเดือน มี.ค.2565 จึงยังไม่ถึงขั้นตอนที่เอกชนต้องได้หา โดยสัญญาร่วมลงทุนกำหนดว่าให้เอกชนทำสัญญาสินเชื่อโครงการกับสถาบันการเงิน (หรือสัญญาจัดหาเงินสนับสนุนสำหรับโครงการฯ) ภายใน 240 วัน นับจากวันที่ รฟท. ออก NTP หรือประมาณเดือนพ.ย. 2565 โดยเงินกู้จะนำมาใช้สำหรับการก่อสร้างโครงการช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ประมาณ 1 แสนล้านบาท 

“แบงก์เขาก็คงตามดูแต่ยังไม่ถึงเวลาต้องปล่อยกู้ และเชื่อว่าหลังโควิด-19 คลี่คลายทุกอย่างมีการเปิดประเทศก็น่าจะดีขึ้น ยืนยันว่าการก่อสร้างยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ส่วนการส่งมอบที่ดินนั้นขอขอบคุณรฟท.ที่ดูแลใกล้ชิด โดยที่เป็นปัญหาใหญ่ก็ยังเป็นไปตามแผนไม่มีล่าช้า” นายคณิศ กล่าว

สำหรับการลงทุนรัฐร่วมเอกชนในอีอีซีถือเป็นต้นแบบในการประหยัดงบประมาณจากรัฐ ส่วน กรณีโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดการณ์มาก่อน เพราะรัฐบาลออกมาตรการกำหนดให้ธุรกิจ และประชาชนหยุดการเดินทางเป็นระยะๆ ทำให้จำนวนผู้โดยสารแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ลดลงเป็นจำนวนมาก นำไปสู่ การเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ ส่วนโครงการร่วมทุนอื่นๆ ใน อีอีซี ไม่จำเป็นต้องนำมาสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา เช่น กรณีแอร์พอร์ต เรลลิงก์ เพราะ โครงการท่าเรือมาบตาพุด และสนามบินอู่ตะเภา:เมืองการบินภาคตะวันออก กำลังจะเริ่มก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จใน 4 ปี ผลกระทบจากโควิดคงหมดไปแล้ว ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ที่กำลังจะลงนามได้ต้นเดือน พ.ย. ได้พิจารณากระทบเหล่านี้ในสัญญาไว้แล้ว