
- แค่ในช่วง 1 ปียื่นขอจดแล้ว 31 คำขอ
- มีทั้งสิ่งประดิษฐ์ อาหาร เครื่งดื่ม ยาสมุนไพร
- กรมทรัพย์สินทางปัญญาไฟเขียวแล้ว 2 คำขอ
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงกรณีที่หลังจากพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 ที่ผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ก.พ.62 โดยได้เปิดช่องให้กัญชา และพืชกระท่อม นำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และยังได้ปลดล็อกให้นำส่วนต่างๆ ของกัญชา และกัญชง ยกเว้นช่อดอก และเมล็ดไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้โดยไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด มีผลเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.63 ว่า ขณะนี้ มีผู้ประกอบการได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา และกัญชงมากถึง 31 คำขอ แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ 6 คำขอ, ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ 4 คำขอ, เวชภัณฑ์ที่มีสารสกัดเป็นสารออกฤทธิ์ 3 คำขอ, เครื่องจักรและกรรมวิธีการสกัดจากกัญชา 11 คำขอ, อุปกรณ์หรือชุดทดสอบสารสกัดจากกัญชา 3 คำขอ, ผลิตภัณฑ์ปล่อยสารระเหยจากกัญขา 2 คำขอ และผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้านที่มีกัญชงเป็นองค์ประกอบ 2 คำขอ
“หลังจากที่รัฐบาลปลดล็อคกัญชา และกัญชง ออกจากยาเสพติดแล้ว ที่คนมายื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ และสินค้าต่างๆ ที่มีส่วนผสมของกัญชาจำนวนมาก โดยล่าสุด กรมได้รับจดทะเบียน และออกอนุสิทธิบัตรไปแล้ว 2 คำขอ คือ กระถางผ้าเพาะปลูก และชุดเครื่องจักรสกัดน้ำมันกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์”

ส่วนคำขออื่นๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคำขอ ตามพ.ร.บ.สิทธิบัตรพ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยสิทธิบัตร จะมีระยะเวลาในการตรวจสอบประมาณ 1 ปีกว่า แต่อนุสิทธิบัตร ใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า ซึ่งกรมน่าจะรับจด และออกอนุสิทธิบัตรให้ได้เร็วกว่า ขณะที่คำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร ที่ยื่นมาก่อนที่รัฐบาลจะปลดล็อกกัญชา และกัญชงนั้น กรมได้ละทิ้งทั้งหมดแล้ว
ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ขณะนี้ ทราบว่า ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มหลายราย เริ่มทยอยยื่นคำขอจดสิทธิบัตรอาหารและเครื่องดื่มต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์แล้ว ซึแต่กว่าจะผลิตอาหารและเครื่องดื่มออกขายได้จริง ต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดปริมาณของสารในกัญชา และกัญชง ที่จะใช้ในอาหารและเครื่องดื่ม
ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคแต่ละคน สามารถรับสารที่ให้ความเมาในกัญชา และกัญชงได้ไม่เท่านั้น บางคนรับได้นิดเดียวก็เมาแล้ว แต่บางคนรับได้มากกว่า อย.จึงต้องกำหนดปริมาณการใช้ให้ชัดเจน แต่เห็นว่า กัญชง น่าจะนำมาทำอาหารและเครื่องดื่มได้ง่ายกว่ากัญชา เพราะมีปริมาณสารให้ความเมาน้อยกว่ากัญชา สำหรับการใช้ใบสด ขณะนี้ เริ่มเห็นร้านอาหาร ร้านเบเกอร์รี่ ร้านขนม นำใบกัญชามาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและเครื่องดื่มบ้างแล้ว
“ตอนนี้ ผู้ประกอบการกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เริ่มมองถึงอนาคตของอาหารและเครื่องดื่มที่มีพืช 2 ชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบกันมากขึ้นแล้ว เพราะเป็นทางเลือกใหม่ แต่คาดว่า ในไทยจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะทำให้มูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีพืช 2 ชนิดนี้เป็นส่วนผสม เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากมูลค่าตลาดรวมอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ ส่วนมูลค่าตลาดในต่างประเทศ ประเมินไม่ได้ เพราะแต่ละประเทศมีกฎระเบียบแตกต่างกัน”










