ออมสิน โชว์ผลงานโบว์แดง “โครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม” จ.น่าน

ออมสิน อวยผลสำเร็จเฟสแรก โครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ต่อยอดความยั่งยืนผ่านการขับเคลื่อนด้านสังคม

  • ชูมิติด้านส่งเสริมอาชีพสร้างงานสร้างรายได้ ด้านแหล่งทุนและส่งเสริมการออม ภาพชัดเจนขึ้น
  • เผยโรงแปรรูปผลผลิตกาแฟ ที่ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเครื่องดำเนินการแล้ว มีการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากชาวบ้านแล้ว
  • ชี้โครงการที่น่าน ตั้งเป้าเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทแวดล้อมของพื้นที่ มุ่งหวังสร้างคุณค่าร่วมตามกรอบแนวคิด CSV

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลสำเร็จโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Development) ภายใต้ชื่อ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ระยะที่ 1 (ปี 2565-2566) ว่า ขณะนี้ภารกิจทั้ง 10 มิติ มีความคืบหน้าด้านการวางรากฐานและงานโครงสร้างต่าง ๆ ตามแผนงานโครงการไปแล้วกว่า 90% อันได้แก่ มิติด้านส่งเสริมอาชีพสร้างงานสร้างรายได้ มิติด้านแหล่งทุนและส่งเสริมการออม มิติสุขภาพและคุณภาพชีวิต ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ด้านการศึกษาและศาสนา 

รวมถึงมิติด้านยกระดับการท่องเที่ยว โดยธนาคารเตรียมเดินหน้างานระยะที่ 2 ขยายผลสร้างการมีส่วนร่วม และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนมีความรู้ สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคต

นายวิทัย กล่าวต่อว่า สำหรับความก้าวหน้าที่สำคัญของโครงการ ได้แก่ การส่งเสริมสร้างรายได้เพิ่มแก่ครัวเรือน โดยการก่อสร้างโรงแปรรูปผลผลิตกาแฟ โดยความร่วมมือของธนาคารออมสินกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 100% ซึ่งต่อไปเกษตรกรจะสามารถใช้บริการโรงแปรรูปแห่งนี้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มราคาขายผลิตผลกาแฟที่เก็บเกี่ยวได้มากขึ้นกว่า 10 เท่า โดยแต่เดิมเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จะขายกาแฟที่เป็นผลเชอร์รีได้ที่กิโลกรัม (กก.) ละแค่ 20 กว่าบาท แต่หากนำมาแปรรูปกะเทาะเปลือกให้เหลือเป็นเมล็ดกะลาแล้วนำไปตากให้แห้งกาแฟ จากนั้นก็นำส่งไปโรงสกัดของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ตรงนี้ก็จะเพิ่มมูลค่ากาแฟเป็น กก. 200 กว่าบาท ก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านเลิกการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ต้องมีกระบวนเผา ซึ่งก็จะส่งผลต่อทั้งระบบสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพของคนในชุมชนได้

นอกจากนี้ ธนาคารออมสิน ยังร่วมส่งเสริมให้สมาชิกชุมชนเริ่มกิจการโฮมสเตย์ เพื่อเป็นรายได้เสริมในช่วงฤดูการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยมีผู้เริ่มทำโฮมสเตย์เพิ่มขึ้นเป็น 37 ราย จากเดิมที่มีโฮมสเตย์เพียง 11 ราย สามารถสร้างรายได้เพิ่มนอกฤดูเกษตรกรรมให้ครัวเรือนได้มากขึ้นกว่าเท่าตัว

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ยังมีในส่วนด้านการส่งเสริมการออม ธนาคารได้สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของชุมชนบ้านห้วยฟอง ในพื้นที่ จ.น่าน ให้เริ่มมีเงินออมเป็นครั้งแรก รวมถึงการจัดตั้งธนาคารโรงเรียนรูปแบบพิเศษเป็นแหล่งเงินออมของนักเรียนและครูของโรงเรียนบ้านห้วยฟอง และโรงเรียนบ้านเปียงซ้อ ด้วยระยะเวลาเพียง 8 เดือน ชุมชนเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้ สามารถมีเงินออมรวมกันแล้วกว่า 800,000 บาท ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งด้านวินัยการเงินที่ดีให้แก่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าภารกิจมิติอื่น ๆ อาทิ การสนับสนุนการปรับปรุงระบบน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง โดยติดตั้งถังกักเก็บน้ำขนาดใหญ่พร้อมระบบกรองน้ำสะอาดเพื่อการบริโภค การติดตั้งระบบไฟฟ้าโซล่าร์ส่องสว่างในชุมชนและโรงเรียน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ รถจักรยานยนต์ พร้อมอาคารปฏิบัติงานแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงระบบอากาศมาตรฐานการแพทย์สำหรับคลินิคทันตกรรม และอุปกรณ์การแพทย์ห้องฉุกเฉิน เป็นต้น เพื่อใช้ในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในยามที่เจ็บป่วย

“โครงการออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน เป็นการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ที่ธนาคารออมสินตั้งเป้าให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทแวดล้อมของพื้นที่ มุ่งหวังสร้างคุณค่าร่วมตามกรอบแนวคิด CSV : Creating Shared Value ให้ธุรกิจเติบโต ควบคู่กับการสร้างประโยชน์เกิดแก่ชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีหน้าทางธนาคารก็มีแผนจะทำโครงเช่นนี้ในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีก โดยเล็งไว้ในจังหวัดโซนภาคใต้” นายวิทัย กล่าว