อนาคตทุเรียนคุณภาพชายแดนใต้ “จากหนึ่งคนสู่ทุกคน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างประโยชน์”

จากการนำร่องทำโครงการทุเรียนคุณภาพในจังหวัดยะลา เมื่อปี 2561 กับเกษตรกรจำนวน 18 ราย ทุเรียน 335 ต้น ขยายผลสู่ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรตามศาสตร์พระราชา จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในพื้นที่ 10 หมู่บ้านของจังหวัดยะลา นราธิวาสและปัตตานีกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ 564 ราย

3 ปีของการทำงาน สิ่งที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับจากโครงการฯ คือ ความรู้ในการดูแล บำรุงต้นทุเรียน การใช้ปุ๋ยและยาที่เหมาะสม การเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แม่นยา และการวางแผนการขาย รวมทั้งมีทักษะทั้งด้านเทคนิคการเพิ่มผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด การปลูกที่ประณีตขึ้น และการขายแบบคัดเกรดแทนการขายแบบเหมาสวน

ผลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น คือ ผลผลิตทุเรียนในโครงการฯ เพิ่มขึ้นจาก 800 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,150 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวนทุเรียนคุณภาพเพิ่มจากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 10 เป็นมากกว่าร้อยละ 52 สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการขายทุเรียนคุณภาพให้กับปิดทองหลังพระฯ ในช่วง 3 ปีของโครงการฯ รวม 3,730 ตัน เป็นเงินมากกว่า 260 ล้านบาท หากคำนวณเฉพาะกำไรจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 185,850 บาทต่อรายต่อปี

เมื่อความสำเร็จมาถึงขั้นนี้ ปิดทองหลังพระฯ จึงวางแผนที่จะขยับต่อไปอีกขั้นหนึ่ง จากการพัฒนาระดับครัวเรือนสู่การพัฒนาระดับชุมชนและการเชื่อมโยงสู่ภายนอก ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า นั่นคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนรวมกันเป็นกลุ่มหรือวิสาหกิจชุมชนที่สามารถบริหารจัดการกันเองได้ ทั้งในการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการผลิต การช่วยเหลือดูแลกันและกัน การแก้ปัญหาได้เอง การหาแหล่งความรู้ แหล่งทุน และการตลาดที่เกษตรกรสามารถต่อรองหรือกำหนดราคาได้ เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนต่อไป

“การสนับสนุนให้เกษตรกรในโครงการทุเรียนคุณภาพ 3 จังหวัดชายแดนใต้มีการรวมกลุ่ม ก็เพื่อสร้างความเข้มแข็งและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร เป็นการพัฒนาต่อยอดจากความรู้ในการพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน จำหน่ายได้ราคาดี สู่การพัฒนาให้เกษตรกรทำความเข้าใจการตลาดสินค้าเกษตร ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทุเรียน และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เอง ขณะเดียวกัน ปิดทองฯ ก็จะสร้างรูปแบบ Social Lab (ปฏิบัติการเรียนรู้ทางสังคมเชิงบูรณาการ) เพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป” นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริกล่าว

ทิศทางการพัฒนานี้ คือ การน้อมนำแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาประยุกต์สู่การปฏิบัติ คือ เมื่อเกษตรกรสามารถอยู่รอดมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้และผ่านเส้นความยากจนแล้ว เป้าหมายต่อมา คือ ขั้นที่ 2 การร่วมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพ และเชื่อมโยงสู่ภายนอกได้ตามทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 คือ ความยั่งยืน

การพัฒนาสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนนั้น ปิดทองหลังพระฯ เห็นว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร คือ สามารถแก้ไขปัญหา พัฒนาร่วมกัน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสในการทำตลาด และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรในการที่จะได้รับการรับรองตามกฎหมาย ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การมีอำนาจต่อ รองตลาด และสร้างโอกาสในการแสวงหาแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำได้

ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ปิดทองหลังพระฯ ประเมินว่า จาก 21 หน่วยปฏิบัติการ (โหนด) ของปิดทองหลังพระฯ ใน 3 จังหวัด  มี 6 โหนดที่มีรายได้ระดับสูง คือ ตั้งแต่ 10 -19 ล้านบาท ได้แก่ โหนดที่ 4 อำเภอธารโต โหนดที่ 12 บ้านนิคมกือลอง โหนดที่ 5 อำเภอกรงปินัง โหนดที่ 6 ตำบลบันนังสตา + บ้านยีราปัน โหนดที่ 7 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ  และโหนดที่ 8 ตำบลบาเจาะ ขณะที่มี 13 โหนดมีรายได้ระดับปานกลาง (1-10 ล้านบาท) และมีเพียงโหนดเดียวที่ยังมีรายได้ระดับต่ำ (0-1 ล้านบาท) แผนการพัฒนาไปสู่การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพ จังหวัดชายแดนใต้ จึงจะเริ่มต้นจากโหนดที่มีรายได้มากพอจะเลี้ยงตัวเองได้ก่อนในเบื้องต้น และเมื่อวิสาหกิจชุมชนแต่ละแห่งเข้มแข็งพอก็จะรวมกันเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพ จังหวัดชายแดนใต้ต่อไป เพื่อสร้างประโยชน์และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

การดำเนินงานของปิดทองหลังพระฯ ในการพัฒนาสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนนั้น จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยปิดทองหลังพระฯ จะเป็นพี่เลี้ยงให้ในระยะเริ่มต้น ให้คำปรึกษา ให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร ทั้งด้านการส่งเสริมการผลิต การตลาด การเงินและบัญชี โครงสร้างและกฎระเบียบของการเป็นวิสาหกิจชุมชน จนกระทั่งสามารถยื่นจดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนสำเร็จ พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการผลิตทุเรียนคุณภาพ และพัฒนาระบบข้อมูล “หมอนทอง แอพพลิเคชั่น (Monthong Application)”

โครงสร้างของวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองได้ จะประกอบด้วย 5 งาน คือ งานปัจจัยการผลิต (ให้ความรู้ จำหน่ายปัจจัยการผลิตในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เช่น ปุ๋ย ยา เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์) งานการตลาด (หาตลาด รวบรวมผลผลิต ต่อรองราคา จำหน่าย บริหารศูนย์รับซื้อให้สามารถแข่งขันได้และพัฒนาช่องทางการขายใหม่ ๆ) งานส่งเสริมการผลิต (ให้ความรู้ แก้ไขปัญหา พัฒนากระบวนการผลิต ติดตามแปลง เก็บข้อมูล ประสานหน่วยงานต่างๆในพื้นที่) งานการเงินและบัญชี (จัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย กองทุน จัดเก็บเอกสารการเงินและหลักฐานต่างๆ) งานวิเคราะห์ประมวลผลเกษตรกร (ติดตาม บันทึกข้อมูล ประมวลผลการผลิตด้วยระบบ Monthong Application)

นายการัณย์กล่าวด้วยว่า เมื่อเกษตรกรมีความพร้อมในการทำทุเรียนคุณภาพแล้ว ปิดทองหลังพระฯ จึงผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม เป็นเป้าหมายที่ต้องเดินไปเพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร 3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรหลายคนรู้และเข้าใจปัญหา พร้อมและต้องการแก้ปัญหา รู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร มีคนที่รู้ เป็นผู้นำได้ เป็นครูภูมิปัญญาเรื่องทุเรียน สามารถทำให้เกิดการรวมกลุ่มได้ หากโมเดลการรวมกลุ่มเกษตรกรทุเรียนคุณภาพประสบความสำเร็จ ก็สามารถจะนำไปขยายผลให้กับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในพื้นที่อื่นที่ไม่ได้อยู่ในโครงการฯ ของปิดทองฯ และสามารถขยายไปยังพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ลองกอง มังคุดฯลฯ ได้ด้วยเช่นกัน”

นี่เป็นเป้าหมายการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ในระยะต่อจากนี้ไป เพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้นและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร