ส.อ.ท.โพลชี้สมาชิกพึ่งพอใจมาตรการยังยั้งโควิด-19ของรัฐบาล

  • ผลสำรวจอยู่ในระดับ ”ปานกลาง” เท่านั้น
  • ปัจจัยที่จะช่วยกระจายวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ
  • แนะใช้ระบบดิจิทัลมาบริหารจัดการด่วน   

              นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ ส.อ.ท.โพล(FTI Poll ) ภายใต้หัวข้อ ความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการวัคซีนในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยพบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. มีความพึงพอใจต่อแผนการบริหารจัดการวัคซีนโควิดของภาครัฐอยู่ใน “ระดับปานกลาง” และมองว่าปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนให้แผนการกระจายวัคซีนโควิดให้แก่ประชาชนมีประสิทธิภาพ คือ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการความร่วมมือจากภาคเอกชนในการบริหารจัดการ และความพร้อมของบุคลากร/สถานที่ในการฉีดวัคซีน 

             นอกจากนี้ ยังมองว่า ภาครัฐควรออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากการฉีดวัคซีนตามแผนแล้ว อาทิ มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ มาตรการช่วยเหลือ/สนับสนุนธุรกิจ เอสเอ็มอีและการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่มีพาสปอร์ตวัคซีน (Vaccine Passport) เป็นต้น

                  ขณะเดียวกัน จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200คน ครอบคลุมผู้บริหารจาก45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 74 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการวัคซีนในการยับยั้งการแพร่ระบาดโควิดของภาครัฐ อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็น61% รองลงมามีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับมาก 22 %และความเชื่อมั่นอยู่ในระดับน้อย 17% 

           นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารส่วนใหญ่มีความพร้อมในการรับวัคซีนโควิดจากภาครัฐ แต่ยังคงมีความกังวลถึงผลข้างเคียงจากวัคซีน คิดเป็น 60.5 %ขณะที่มีผู้บริหารที่มีความพร้อมและเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของวัคซีน คิดเป็น 31.5%

            สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับวัคซีนในลำดับถัดไปต่อจากบุคลากรทางการแพทย์/สาธารณสุขและบุคคลที่มีโรคประจำตัว พบว่า 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยงในการปฎิบัติงาน เช่น ตำรวจ อาสาสมัคร 73.5 %อันดับ 2 แรงงานในภาคบริการ 55.5 %และอันดับ 3 กลุ่มผู้สูงอายุ 54.5% โดยปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนให้แผนการกระจายวัคซีนโควิดให้แก่ประชาชนมีประสิทธิภาพ 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ 63% อันดับ 2 ความร่วมมือจากภาคเอกชนในการบริหารจัดการวัคซีน 58% และอันดับ 3 ความพร้อมของบุคลากร/สถานที่ในการฉีดวัคซีน 57.5%

              นายสุพันธุ์ กล่าวว่า FTI Poll ยังได้เจาะลึกไปถึงเรื่องการส่งเสริมให้เอกชนนำเข้าวัคซีนโควิดที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) แล้ว เพื่อนำเข้ามาใช้ในประเทศ พบว่า 58.5% เห็นว่าภาครัฐควรส่งเสริมให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาใช้ในประเทศโดยมีเงื่อนไขเฉพาะภายใต้ระเบียบปฏิบัติของรัฐ รองลงมา 34% ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการจัดหาและนำเข้าวัคซีน และเมื่อถามถึงความพร้อมของภาคเอกชนที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าวัคซีนโควิดให้แก่พนักงานในบริษัท พบว่า 43% ภาคเอกชนสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้บางส่วน รองลงมา 36% ยังต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย ขณะที่ 21% สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้เอง

                   *”ในส่วนของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดในกลุ่มผู้เดินทางเข้าประเทศ พบว่า 58.5 %เห็นว่าภาครัฐควรนำมาตรการพาสปอร์ตวัคซีน (Vaccine Passport) มาใช้ควบคู่กับมาตรการกักตัว 14 วัน สำหรับกลุ่มผู้เดินทางเข้าประเทศ และรองลงมา

35% อยากให้นำมาตรการพาสปอร์ตวัคซีน (Vaccine Passport) มาใช้ทดแทนมาตรการกักตัว 14 วัน” 

               ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร ส.อ.ท. ยังคงมองว่า ภาครัฐควรดำเนินมาตรการฟื้นฟูผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลังจากมีการฉีดวัคซีนโควิดตามแผนให้แก่ประชาชนแล้ว โดยพบว่า 3 อันดับแรกที่ ผู้บริหาร ส.อ.ท. อยากให้ภาครัฐดำเนินการ ได้แก่ อันดับที่ 1 มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ 67.5% อันดับที่ 2 มาตรการช่วยเหลือ/สนับสนุนธุรกิจ เอสเอ็มอี 63.5 %เป็นต้น