สสว.ตั้งโต๊ะดูดวงจีดีพีเอสเอ็มอีปี2564

  • ฟันธง ขยายตัวในกรอบ 7.81% – 8.63%
  • หากโควิด-19คลี่คลาย-ท่องเที่ยวปกติ
  • รัฐฉีดเงินเข้าระบบกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้วิเคราะห์แนวโน้มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ของวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อม(จีดีพี เอสเอ็มอี) ปี 2564 ว่า จีดีพีเอสเอ็มอี จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 7.81 – 8.63% ภายใต้สมมติฐาน 3 แบบประกอบด้วย 1.คาดว่าจะขยายตัว 7.81% โดยมีมูลค่ารวม 8.472 ล้านล้านบาท เพราะเริ่มมีสัญญานในทางบวกที่หลายๆประเทศกำลังพัฒนาวัคซีนรักษาโรคระบาดโควิด-19 และภาครัฐทยอยอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจทำให้ มีการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 1% หรือ ประมาณ 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และช่วยเหลือเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ อัตรการเติบโตดังกล่าว พบว่า ภาคการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการผลิตเครื่องสำอาง สาขาเครื่องดื่ม สาขาการผลิตอาหาร สาขาการผลิตเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ ส่วนสาขาในภาคการบริการที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการบริการเกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง นำเที่ยว สาขาการก่อสร้าง สาขาการขนส่งและการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งทางน้ำ สาขากิจการโรงแรมและที่พักอื่นๆ

สำหรับสมมุติฐานที่ 2. คาดว่าจะขยายตัว 7.98% มีมูลค่ารวม 8.485 ล้านล้านบาท ภายใต้กรณีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ตั้งแต่เดือนต.ค.นี้เป็นต้นไปก็จะ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวในปี 2564 เพิ่มขึ้น 50% ส่งผลให้ภาคบริการมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง และมีรายได้เข้าประเทศจากธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องรวม 1 ล้านล้านบาท โดยภาคบริการของเอสเอ็มอีที่ มีโอกาสขยายตัว ใน ทุกๆสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งภาคผลิต การค้า และ ภาคการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการผลิตเครื่องสำอาง สาขาการผลิตเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ สาขาการผลิตสิ่งทอผืนสำเร็จรูป สาขาการผลิตการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ขณะที่ ภาคการบริการที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการขนส่ง และการบริการที่เกี่ยวเนื่อง สาขากิจการโรงแรมและที่พักอื่นๆ สาขาภัตตาคาร และร้านขายเครื่องดื่ม

ขณะที่ สมมุติฐานที่ 3 คาดว่าจะขยายตัว 8.63% มีมูลค่า รวม8.536 ล้านล้านบาท ภายใต้เงื่อนไข ภาครัฐมีการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อย่างต่อเนื่องและในปีหน้าหาก มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยให้ได้20ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย รวม 39.7 ล้านคน หากเป็นเช่นนี้ ก็เชื่อว่าจะส่งผลให้ประเทศไทย มีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศถึง 1 ล้านล้านบาท และยังส่งผลให้ ธุรกิจภาคการผลิต การค้า และบริการได้รับอานิสงส์โดยตรงที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดย ภาคการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการผลิตเครื่องสำอาง สาขาการผลิตเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ สาขาการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ขณะที่ ภาคการบริการที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการขนส่ง และการบริการที่เกี่ยวเนื่อง สาขากิจการโรงแรมและที่พักอื่นๆ สาขาภัตตาคาร และร้านขายเครื่องดื่มเป็นต้น