สศค.ยันปี 64 มีงบประมาณเพียงพอหนุนสิทธิพื้นฐานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง

  • เปิดลงทะเบียนรอบใหม่หลังโควิด-19 คลี่คลาย 
  • 312พร้อมเล็งปรับเป้ารายได้กรมภาษีปี 63  

 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น เดิมจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่ในเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงทำให้ต้องเลื่อนออกไปการเปิดลงทะเบียนออกไปก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย สศค.จะเสนอรัฐบาลให้เปิดลงทะเบียนรอบใหม่ทันที เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในระบบ เพื่อให้คนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้รับความช่วยเหลือ  

“ส่วนในเดือนก.ย.นี้ รัฐบาลจะยังสนับสนุนเงินให้สวัสดิการพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ในส่วนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปโภคบริโภค เช่น ค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ส่วนลดค่าซื้อก๊าซแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) 45 บาทต่อคน โดยต้องไปซื้อก๊าซกับร้านค้าที่ร่วมรายการกับกระทรวงพลังงาน เป็นต้น” 

 อย่างไรก็ตามในปี 2564 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้สำหรับสนับสนุนสวัสดิการพื้นฐานเหล่านี้ไว้แล้ว ซึ่งในแต่ละปีสศค.จะได้รับงบประมาณปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท  ส่วนจะมีการให้สวัสดิการเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่นั้น สศค.ขอดูตัวเลขผู้ที่ลงทะเบียนรอบใหม่ว่าจะมีทั้งหมดจำนวนเท่าใด ก่อนจะกำหนดเพิ่มเติมสวัสดิการใดๆ 

นอกจากนี้สศค.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดเป้าจัดเก็บรายได้ของกรมภาษี อาทิ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร และกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2563 เดิมตั้งเป้าจัดเก็บได้ 2.87 ล้านล้านบาท เนื่องจากในปีนี้กรมภาษีได้ออกมาตรการมาดูแลเศรษฐกิจ ในช่วงที่สถานการณ์ที่โควิด-19 แพร่ระบาดหลายมาตรการ อย่างไรก็ตาม เรื่องฐานะการคลังยังเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องติดตามและดูแลให้สามารถบริหารจัดการได้ 

 “ปีนี้เป็นปีที่ไม่ปกติ เนื่องจากโควิด-19 แพร่ระบาด ดังนั้นจะคาดหวังให้รายได้ภาษีเป็นเหมือนเดิมเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้เครื่องมือทางการคลัง ในการดูแลเศรษฐกิจ โดยสิ่งที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการแล้ว คือการลดภาษีบางตัว หรือ การเลื่อนจ่ายภาษีออกไป เพื่อทำให้เกิดสภาพคล่องกับธุรกิจ และทำให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียนในมือนานที่สุด” 

 สำหรับการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ที่ตั้งเป้าไว้ 2.67 ล้านล้านบาทนั้นขณะนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณาปรับลดเป้าจัดเก็บรายได้ โดยหน่วยงานที่เป็นกรมจัดเก็บภาษีจะต้องใช้ความสามารถในการจัดเก็บภาษีให้เต็มที่ ผ่านการออกมาตรการทางภาษีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถบริหารการจัดเก็บรายได้ให้สามารถจัดเก็บได้มากขึ้น ซึ่งกรมจัดเก็บภาษีได้รับโจทย์นี้ไปแล้ว