“สรรพสามิต” ย้ำไม่ลดภาษีน้ำมัน เพราะยังไม่จำเป็นในขณะนี้

  • เหตุกองทุนกองน้ำมันบริหารจัดการได้ 
  • ลดภาษีพยุงราคา ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐ
  • ภาษีน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัฐ​

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพาสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิต ยังไม่ได้ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันแต่อย่างใด เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแก้ไขปัญหาและบริหารราคาน้ำมันแพงได้ ดังนั้นการลดภาษีน้ำมัน จึงไม่มีความจำเป็นในช่วงนี้ แต่ยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันนั้น เป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาลด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับนโยบายใดๆ เกี่ยวกับโครงสร้างภาษีน้ำมัน ดังนั้นกรมสรรพสามิต ยังคงจัดเก็บภาษีน้ำมันตามปกติ  โดยปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์น้ำมัน 

ทั้งนี้ในแต่ละปีกรมสรรพสามิต จะจัดเก็บภาษีน้ำมันได้ปีละ 200,000 ล้านบาท คิดเป็น 40 % ของการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต  ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของการจัดเก็บทั้งหมด ซึ่งรายได้ดังกล่าวนั้น ก็นำมาพัฒนาประเทศ เพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีการขยายตัวมากย่ิงขึ้น 

“สาเหตุราคาน้ำมันแพงในขณะนี้ มาจากปัจจัยจากราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงขึ้น ไม่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด ไม่ว่าน้ำมันจะถูกหรือจะแพง กรมสรรพสามิต ก็เก็บภาษีต่อลิตรเท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายปีแล้ว เพราะเงินที่จัดเก็บได้ ก็นำมาพัฒนาประเทศ ดังนั้นน้ำมันจะถูกจะแพง ไม่เกี่ยวกับภาษีแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะความต้องการน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งราคาน้ำมันในประเทศไทยนั้น มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลอยู่ ดังนั้นเมื่อกองทุนดูแลอยู่ และสามารถบริหารจัดการได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องปรับลดภาษีน้ำมันแต่อย่างใด”