สภาท่องเที่ยวฯ ปลื้ม นายกฯประยุทธ์ เทนโยบายหนุน 4 เติม สสว.เติมเงิน 2 ล็อตกว่า 200 ล้าน ช่วยรีสตาร์ต SME ท่องเที่ยว

  • สภาอุตฯท่องเที่ยวถก “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ เทนโยบายปี’66 หนุนเอกชน 4 เติม “เงินทุน-แรงงาน-นวัตกรรม-ความรู้”
  • ยกแรก สสว.ทุ่มงบช่วย 12 ล้านบาท โปรเจกต์ Restart SMEs พร้อมเงินหมุนกว่า 200 ล้านบาท
  • ลุยชงตั้งศูนย์วันสต็อปเซ็นต์ใบอนุญาต “บัตรไกด์-ใบอนุญาตประกอบการโรงแรม” เร่งรีดีไซน์โปรดักซ์ชี้เป้าดึงต่างชาติเข้าไทย 40 ล้านคน
  • เจาะ 4 ตลาด ๆ ละ 10 ล้านคน 1.นักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน 2.กลุ่มไมซ์/ประชุมสัมมนา 3.Health and Wellness และเมดิคัล 4.กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา

นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2566 สมาชิกเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในฝั่งซัพพลายไซซ์เห็นสัญญาณไตรมาสแรกเริ่มเดือนมกราคมตลาดในประเทศและต่างชาติมีสัญญาณดีขึ้นจาก 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1.ช่วงไฮซีซันต่างชาติเดินทางเข้าไทยมากเกินคาด ปัจจัยที่ 2 ช่วงฤดูหนาวคนไทยชื่นชอบท่องเที่ยวในประเทศ ปัจจัยที่ 3 สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศเปิดให้ชาวจีนออกต่างประเทศมายังไทยได้

ทางผู้ประกอบการโรงแรมทั่วประเทศเร่งเปิดบริการเพียง 60-70 % ยังไม่เต็ม 100 % เพราะช่วงที่ผ่านมาตัวแปร1.นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ตามจังหวัดท่องเที่ยวหลัก 2.งบประมาณสนับสนุนให้พนักงานหรือหน่วยงานต่าง ๆ ออกไปจัดประชุมตามจังหวัดต่าง ๆ ยังมีจำนวนน้อย ซึ่งใน 60-70 จังหวัด รอพึ่งพาตลาดภาครัฐใช้เงินอบรมสัมมา ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นกอบกำ

ล่าสุดได้นำคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องครั้งที่ 3 โดยเล็งเห็นท่องเที่ยวปี 2566 เป็นปีแห่ง “การฮันนีมูนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” จึงเป็นตัวแทนท่องเที่ยวเสนอนายกรัฐมนตรีปลดล็อกอุปสรรคแรกในการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว 2  เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1 การเร่งผลิตแรงงานเข้าสู่ภาคบริการอย่างรวดเร็ว โดยทำการอบรมแบบระยะสั้น (short couse) ใช้“โรงแรม” เป็น “โรงเรียน” เพื่อเติมแรงงานโดยด่วน เรื่องที่ 2 การเพิ่มจำนวนมัคคุเทศก์ เมื่อนักท่องเที่ยวสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังกลับมามากขึ้น จึงเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาให้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับผู้ที่ใบอนุญาตหมดอายุเสนอเปิดอบรมฟรีออกใบอนุญาตให้มัคคุเทศก์ไทยสื่อสารภาษาจีน และภาษา

นายชำนาญกล่าวว่าทางกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวฝั่งซัพพลายไซซ์ขอให้รัฐสนับสนุนเอกชนร่วมเดินหน้า 4 เติม คือ 1.เติมจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ 2.เติมความรู้ให้ผู้ประกอบการและบุคลากรท่องเที่ยว 3.เติมนวัตกรรมส่งเสริมการตลาด 4.เติมทุน โดยใช้ยุทธศาสตร์ Re Start ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(SMEs) ให้ประกอบอาชีพอยู่ได้

ระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนมกราคมได้รับงบประมาณจากสำนักวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 12 ล้านบาท มาทำโครงการ SME Re Start ด้วยการลงพื้นที่หลักหลายแห่งทั่วประเทศไปเพิ่มความรู้และเติมเงินทุนเข้าไป เพราะช่วงโควิด-19 ธุรกิจอ่อนแอรีสตาร์ตได้ยาก ขณะที่เทรนด์ตลาดโลกเปลี่ยนไป จึงจะทำในรูปแบบ Tourism Clinic นำหลายภาคส่วนมาเติมความรู้ เติมนวัตกรรม แล้ว สสว.ยังมีงบประมาณอีก 200 ล้านบาทพร้อมจะช่วยให้ SME เข้าถึงตลาดในอนาคตได้

ตัวอย่างล่าสุดทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับ DEPA หรือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลสนับสนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตรแหล่งชุมชนทั่วไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากไทยเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นตามลำดับ เรื่อยไปจนถึง “เมกะเทรนด์โลก” ที่จะรองรับตลาดต่างประเทศซึ่งเน้นการท่องเที่ยวสีเขียว BCG การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงซอฟท์ เพาเวอร์ ความเป็นวิถีไทยทุกมิติดีครบเครื่องทั้งหมด

ส่วนแนวโน้มครึ่งปีแรก 2566 สภาท่องเที่ยวฯ วางแผนจะดึง “แรงงาน” คืนสู่ภาคบริการท่องเที่ยวตามแผน 4 เติมซึ่งจะขอพึ่งพารัฐด้วยทั้งจาก กระทรวงแรงงาน กระทรงอุดมการศึกษา เนื่องจากปัญหาใหญ่ตอนนี้เกิดปรากฎการณ์“โรงแรมขนาดใหญ่” ใช้วิธีหันมา “ดูดแรงงาน” จากโรงแรมขนาดเล็กไป เพราะเงินพร้อมจ่าย ผนวกกับโรงแรมขนาดเล็กไม่มีใบอนุญาตจึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไม่มีเงินจ้างงาน

จึงเสนอขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วย “โรงแรมขนาดเล็ก” ให้ได้รับ “ใบอนุญาตประกอบกิจการ” ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้โรงแรมเหล่านี้ได้ใบอนุญาตจะได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนนำมาใช้ Re Start กิจการได้ พร้อมทั้งเกิดการจ้าง“แรงงานใหม่” เข้าสู่ระบบได้กว่า 10,000 คน ขณะนี้เอกชนพยายาม “เติมแรงงาน” ด้วยการร้องขอให้เปิดรับนักศึกษาจบใหม่และคนที่เคยทำอาชีพนี้มีโอกาสเพิ่มทักษะโดยใช้ “โรงแรม” เป็น “โรงเรียน” ผู้ที่เข้าไปฝึกงานควรได้เบี้ยเลี้ยงและใบประกาศอาชีพเพื่อใช้ทำงานต่อไป

รวมทั้งผู้ประกอบการทั่วประเทศพร้อมช่วยภาครัฐทำให้รายได้ท่องเที่ยวเข้าประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมาย 2.38 ล้านล้านบาท ด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 พลิกฟื้นท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย 4 เติม กลยุทธ์ที่ 2 ยืนยันเป้าหมายนำเข้านักท่องเที่ยวทั่วโลกมาไทยตามจำนวนเท่าปีฐานปกติ 40 ล้านคน (จากเป้าหมายปกติตอนนี้ตั้งไว้เพียง20-25 ล้านคน) แล้วกระจายให้ทั่วถึงทั้งเมืองท่องเที่ยวหลัก และเมืองท่องเที่ยวรอง ได้รับโอกาสเท่าเทียมกันรวมทั้งเพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนาแน่นมากเกินไป สร้างสมดุล และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ด้วยวิธี “Re Design โปรดักซ์หรือปรับสินค้าท่องเที่ยว” โดยตั้งเป้าหมายเจาะลึกอย่างชัดเจน 4 ตลาดสำคัญ ดังนี้1.นักท่องเที่ยวเดินทางพักผ่อน (leisure) 10 ล้านคน 2.กลุ่มไมซ์/ประชุมสัมมนา 10 ล้านคน 3.นักท่องเที่ยวกลุ่มดูแลสุขภาพองค์รวมหรือ Health and Wellness และเมดิคัล 10 ล้านคน 4.กลุ่มท่องเที่ยวเชิงกีฬา 10 ล้านคน

กลยุทธ์ที่ 3 เสนอรัฐบาลยกระดับการท่องเที่ยวเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยให้ “นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี” นั่งหัวโต๊ะทำหน้าที่อนุญาต “ใบประกอบกิจการท่องเที่ยวทุกประเภท” ซึ่งควรจะรวมศูนย์ไว้ที่เดียวกันหรือ One Stop Service เพราะทุกวันนี้เอกชนต้องแยกขอตามกระทรวงต่าง ๆ เช่น ใบอนุญาตเปิดโรงแรม ต้องยื่นขอจากกระทรวงมหาดไทย ใบอนุญาตบัตรมัคคุเทศก์ต้องยื่นขอจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และใบอนุญาตอื่น ๆ ต้องแยกขอตามสังกัดต่าง ๆ

ปัจจุบันเสียงตอบรับเรื่องรวมศูนย์ใบอนุญาตเป็น “วาระแห่งชาติ” ตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเห็นตรงกันว่าการท่องเที่ยวสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศกลับมาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการได้เข้าพบทั้งนายกรัฐมนตรี 2-3 ครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ล้วนให้ความสำคัญและสนใจท่องเที่ยวอย่างมาก “ประเทศไทย” จะเข้าสู่ยุคทองการท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน เมื่อทุกฝ่ายจับมือเดินไปด้วยกัน

ส่วนระยะเวลาที่จะทำให้ท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ นั้นรัฐบาลควรลงมือทำให้เกิดทันที เพราะความต้องการเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยฝั่งดีมานต์ไซซ์นั้นมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เอกชนเป็นห่วงแล้วเร่งบริหารจัดการให้ทันสถานการณ์มี 3 เรื่องคือ 1.การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวหน่วยงานรัฐต้องเป็นเจ้าภาพพัฒนาตามมาตรฐานให้ทันกับความต้องการของนักท่องเที่ยว 2.เอกชนท่องเที่ยวต้องเข้าใจเมกะเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 3.บุคคลากรทางการท่องเที่ยวพนักงานร้านอาหาร คนขับรถ เรือ สาธารณะ ต้องมีทักษะบริการได้มาตรฐาน เพื่อใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขับเคลื่อนรายได้เข้าประเทศต่อไป

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen