ยอดใช้สิทธิเอฟทีเอ-จีเอสพีลดฮวบ

  • ช่วง11เดือนปี6มีมูลค่า6.5หมื่นล้านเหรียญฯ
  • ลดลง4%หลังสงครามการค้า-บาทแข็งพ่นพิษ
  • ใช้จีเอสพีส่งออกไปสหรัฐฯนำโด่งกว่า4พันล.เหรียญฯ

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และจีเอสพีทุกระบบ ในช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ปี 62 ว่า มีมูลค่าการใช้สิทธิรวม 65,642.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิ 75.98% ลดลงที่ 4.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิภายใต้เอฟทีเอ 60,790.30 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.52% และมูลค่าการใช้สิทธิจีเอสพี 4,852.57 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 17.44% เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ทำให้สินค้าไทยราคาแพงกว่าคู่แข่ง และสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน

สำหรับตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิจีเอสพีมากที่สุดคือ สหรัฐฯ 4,413.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิ 67.03% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิทั้งหมด 6,583.97 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 11% ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ 283.27 ล้านเหรียญฯ และมีอัตราการใช้สิทธิ 35.49% เพิ่มขึ้น 2.27%, รัสเซียและเครือรัฐ 129.30 ล้านเหรียญฯ มีอัตราการใช้สิทธิฯ 80.77% ลดลง 15.14% และนอร์เวย์ 25.39 ล้านเหรียญฯ มีอัตราการใช้สิทธิ 100% เพิ่มขึ้น 35.99% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ, ถุงมือยางอื่นๆ, อาหารปรุงแต่งอื่นๆ, น้ำผลไม้ และเลนส์แว่นตา

ขณะที่เอฟทีเอนั้น ตลาดที่ไทยใช้สิทธิส่งออกมากที่สุดคือ อาเซียน 22,716.49 ล้านเหรียญฯ ตามด้วย จีน 16,566.45 ล้านเหรียญฯ, ออสเตรเลีย 7,285.75 ล้านเหรียญฯ, ญี่ปุ่น 6,971.05 ล้านเหรียญฯ และอินเดีย 3,963.52 ล้านเหรียญฯ) โดยสินค้าที่ใช้สิทธิสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก, ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ, ทุเรียนสด, น้ำตาลจากอ้อย และผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง