
- เมื่อได้ศึกษาถึงค่าใช้จ่ายหลังจากใช้รถยนต์
- เบี้ยประกันยังราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป 20-30%
- จี้ภาครัฐเองหารือภาคประกันภัยที่จะแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยรายใหญ่หลายบริษัท ที่เริ่มรับการทำประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวีบ้างแล้ว เช่น บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) แต่เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ และมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้บริษัทประภัยยังไม่เข้าไปรุกตลาดนี้กันมากนัก เช่น ค่าเบี้ยประกันที่ยังราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 20-30 % ขึ้นอยู่กับขนาดและยี่ห้อ ซึ่งแพงสุดคือ รถอีวียุโรป เช่น เทสลา (Tesla) ประกอบกับรถอีวีในตลาดยังมีอยู่ประมาณ 10,000 คันเท่านั้น ขณะที่อะไหล่บางตัวยังมีราคาแพง เมื่อมีการเคลมอาจจะทำให้ไม่คุ้ม เพราะว่าการประเมินค่าซ่อมเป็นมาตรฐานยังหาสถิติยาก คาดว่าต้องรอให้ตลาดบูมมากกว่านี้ซึ่งคงใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดประกันภัยรถอีวียังเป็นตลาดที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย เพราะเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มีข้อมูลสถิติที่เพียงพอจะประเมินตลาดได้ ทำให้บริษัทประกันภัยยังไม่เข้าไปทำตลาดนี้มากนัก ประกอบกับค่าเบี้ยประกันรถอีวียังมีราคาสูงกว่ารถทั่วไป 20-30% คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ตลาดถึงจะมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ด้วย หากรถอีวีมีคนใช้เพิ่ม 20-30% ตลาดจะขยายตัวได้เร็ว อาจจะทำให้ตลาดประกันภัยรถอีวีเกิดได้เร็วก็ได้ จากปัจจุบันมีบริษัทประกันรายใหญ่เท่านั้นที่เข้ามาทำตลาดนี้และเพิ่งทำตลาดได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม เท่าที่คุยกับบริษัทต่างๆ ก็กำลังเก็บข้อมูลสถิติตลาดเตรียมความพร้อมเพื่อรอดูตลาด เช่น ระบบชาร์จ
แหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัยกล่าวว่า แม้รัฐบาลเร่งผลักดันการลงทุน และจำหน่ายรถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าในไทย แต่ก็มีประชาชนไม่น้อยเริ่มลังเลกับการออกรถยนต์อีวี เมื่อได้ศึกษาถึงค่าใช้จ่ายหลังจากใช้รถยนต์ ทั้งเรื่องชิ้นส่วนหากเจอเหตุการณ์ชน หรือเฉี่ยวจนกระทบต่อตัวรถจะเจอปัญหาชิ้นส่วนอะไหล่ไม่มี หรือรอนาน หรือราคาอะไหล่และบริการสูงกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันอย่างวันนี้
โดยมีการพูดถึงการคิดเบี้ยประกันภัยรถยนต์อีวีซึ่งพบว่าราคาค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 4 หมื่นบาทต่อปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นรุ่นท็อป อาจเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อรถอีวีเพื่อใช้งานในช่วง 1-2 ปีนี้สำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง แม้มีเงินซื้อรถอีวีแต่ต้องกังวลต่อค่าใช้จ่าย ซึ่งในวงการรถยนต์ก็ประเมินว่าหากรถอีวีออกสู่ตลาดจนทำให้อะไหล่รถยนต์เป็นที่แพร่หลาย ก็ต้องใช้เวลาจากนี้ 2-3 ปี ถึงจะเพียงพอและราคาไม่สูงเหมือนในวันนี้ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่ภาครัฐเองต้องหารือภาคประกันภัยที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร หากต้องการจะผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย ยิ่งตอนนี้ประชาชนต้องแบกรับภาระที่สูงจากราคาสินค้า เงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นต่อการฟื้นของเศรษฐกิจยังไม่สูงนัก










