ปตท.ลุ้นตัวโก่งปีวัวทองจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน

  • ปีหนูไฟทั้งกลุ่มปตท.ขาดทุนสต็อก1.9หมื่นล้านเหรียญฯ
  • ร่วมมือกองทัพบกลุยเมกะโซล่าร์ฟาร์ม
  • มั่นใจการลงทุนในเมียนมายังไปได้สวยๆ 

                   นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ราคาน้ำมันดิบขณะนี้จะอยู่ที่60เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ ปตท.ยังไม่ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปีนี้ที่ 55-60 เหรียญฯที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้  ซึ่งราคา60เหรียญฯขณะนี้ถือว่าเป็นราคาที่สูงขึ้นแต่ก็เป็นผลดีต่อผลดำเนินการของกลุ่ม ปตท. และคาดว่า หากราคาตลาดโลกปีนี้ไม่ผันผวนมากนัก ปีนี้ ปตท.จะมีกำไรสต็อกน้ำมัน เพราะปี ที่ผ่านมา พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 42.2 เหรียญส่งผลให้ทั้งกลุ่มปตท.ขาดทุนสต็อกน้ำมันรวม 19,000 ล้านบาท และเป็นส่วนของปตท.รวม9,200 ล้านบาท  1.9 หมื่นล้านบาท 

         สำหรับผลการดำเนินงานของปี ที่ผ่านมาปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรก่อนหักภาษี ,ค่าเสื่อมราคา,อัตราดอกเบี้ย( EBITDA )จำนวน 225,672 ล้านบาท ลดลง 63,300 ล้านบาท หรือ 21.9% และมีกำไรสุทธิ 37,766 ล้านบาท ลดลง 55,185 ล้านบาท หรือ 59.4 %จากปี 2562 ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ ให้ยังคงมีความเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน  แม้ว่าได้รับผลกระทบการจากโควิด -19  ซึ่งจากพอร์ตการลงทุน ปตท.ที่แข็งแกร่งมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นต้น ขั้นกลางขั้น ปลาย ประกอบกับความร่วมมือกันบริหารงานทั้งกลุ่ม ก็ทำให้ ปตท.ได้รับผลกระทบต่ำ ในขณะที่ บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในโลก ก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน เช่นกลุ่ม  เอ็กซอน ขาดทุน 2 0,000 ล้านเหรียญฯ กลุ่มเชฟรอน ขาดทุน 5,500 ล้านเหรียญฯ เป็นต้น

          *ฝล่าสุดคณะกรรมการ(บอร์ด)  ปตท. มีมติเห็นชอบให้จ่ายเงินปันผล ปี 2563 อัตราหุ้นละ 1.00 บาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท และ 6 เดือนหลัง  อีก 0.82 บาท ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้ให้รัฐ ทั้งในรูปเงินปันผลและภาษีเงินได้ในปี ที่ผ่านมา จำนวน 36,535 ล้านบาท หากรวมนับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน รวม990,000 ล้านบาท 

             ขณะเดียวกัน   กลุ่ม ปตท. ยังเตรียมพร้อมก้าวสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในอนาคต เช่น  การจัดตั้งบริษัท AI and Robotics Venture (ARV) ของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. รวมถึงการจัดตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจ Life Science ใน 4 กลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ 1. ธุรกิจยา  2. ธุรกิจอาหารและโภชนาการ  3. ธุรกิจอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์  4. ธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์  เพื่อให้เป็น New S-Curve ของกลุ่ม ปตท. และประเทศไทย  ทั้งยังส่งเสริมสาธารณสุขคนไทยให้มั่นคง

        สำหรับ  การปรับพอร์ตการลงทุนในอนาคต จะใช้พอร์ตปัจจุบันสร้างความแข็งแกร่ง ได้ ในส่วนของฟอสซิล จะไปทางก๊าซธรรมชาติให้มากที่สุด โดยในส่วนของ ปตท.สผ. จะเพิ่มสัดส่วน ก๊าซธรรมชาติลดสัดส่วนน้ำมัน จาก 65:35  เป็น 80:20  พร้อมลงทุนครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ  ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขั้นปลายคือ  กลุ่มโรงกลั่น –ปิโตรเคมี-การค้าน้ำมัน ก็จะร่วมมือกันในการลงทุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมูลค่าเพิ่มสูง ใช้ดิจิทัลมาตอบสนองผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

     ล่าสุดปตท.ได้หารือ กับ กองทัพบก ในโครงการผลิตไฟฟ้าเมกะโซลาร์ฟาร์ม จำนวน30,000 เมกะวัตต์ โดยพร้อมร่วมมือทั้งโครงการ โซลาร์ฟาร์ม และ ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS  และยังหารือกับทางทหารในความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม เพื่อความมั่นคงอื่นๆ ทั้งนี้ในแผน ด้านยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ที่ปีนี้ จะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งกลุ่ม ปตท.จะร่วมทุนทั้งระบบตั้งแต่การร่วมทุนผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอื่นๆ โดยในส่วนของสถานีชาร์จไฟฟ้าอีวีปีนี้ตั้งเป้าหมายจะมีรวม 100 แห่ง 

              นางสาวพรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน ปตท. กล่วว่า ปตท. ได้ศึกษาเรื่องระบบสกุล เงินดิจิทัล กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ตกกระบวนการทำธุรกิจ และขณะนี้ยังไม่มีแผนกู้เงินเพิ่มเติม จากปีที่ผ่านมา ปตท.มีการออกหุ้นกู้ รวม 6 0,000 ล้านบาท และถึงสิ้นปี มีกระแสเงินสดรวม 1 00,000 ล้านบาท ซึ่งการออกหุ้นกู้ดังกล่าวก็เป็นการเตรียมพร้อมรับมือ โควิด-19 ที่กระทบต่อภาพรวมของธุรกิจ และทำให้ ปตท.มีภาระดอกเบี้ยต่ำลง มีการคืนเงินกุ้ระยะยาวมากขึ้น และในปีนี้ปตท. จะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสของการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ 

        นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. กล่าวว่า โครงการ GAS TO POWER ในเมียนมา คาดว่า จะสามารถดำเนินการได้ หาก สถานการณ์ในเมียนมามีความชัดเจน โดยโครงการนี้ กลุ่ม ปตท.ลงทุนในโครงการดังกล่าว  2  ล้านเหรียญฯเพื่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติ 370 กิโลเมตร(กม.)เพื่อรองรับก๊าซธรรมชาติจาก แหล่งยาดายา, เยตากุน, ซอติก้า ไปยังเมืองกันบ็อก และต่อท่อไปเมืองย่างกุ้ง เพื่อป้อนแก่โรงไฟฟ้าที่จะก่อนสร้างใหม่ 600 เมกะวัตต์ หากเริ่มโครงการก็จะสร้างเสร็จใน 3-4 ปี สร้างความมั่นคงด้านพลังงานแก่เมียนมาและยังมีโอกาสจะสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ขนาดเล็ก อีก 60 กม. ส่งก๊าซธรรมชาติไปยังนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่บ้านเรือนของรอบเมืองย่างกุ้งในอนาคต.