“นิพิฏฐ์”เปิดหลักฐาน“เจ๊เปี๊ยะ”ไปจีนช่วงโหวตพ.ร.บ.งบปี63

ที่รัฐสภา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ปรากฏชื่อในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ว่า  ขณะนี้ ส่วนตัวมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กดบัตรแทนกันของนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดยพบว่า นางนาที และคณะได้เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังเมืองเจิ้งโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 11 ม.ค.2563 ด้วยสายการบินไทยสมายล์เที่ยวบิน เที่ยวบิน WE680  ซึ่งช่วงเวลาเดียวกับการประชุมสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 แต่กลับปรากฏชื่อของนางนาทีในการลงคะแนนด้วย 

ทั้งนี้ นางนาทีเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 15.28 น. แต่เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปถึงการลงมติพบว่า ในเวลา 15.46 น.ได้ลงมติในมาตรา 49 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประสำหรับแผนงานบูรณาการพัมนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก มาตรา 48 ว่าด้วยงบประมาณสำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่ระดับภาค เวลา 15.19น. มาตรา 47 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เวลา 15.17 น. มาตรา 46 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมสู่สากล เวลา 14.56น. มาตรา 45 ว่าด้วยงบประมาณสำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เวลา 14.51 น.

“ผมเพียงแต่มาแถลงความจริงว่า กระบวนการตราร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญท่านั้น ส่วนส.ส.จะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ ส.ส.  เพราะผมไม่มีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะผมต้องการขอแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเจ้าของบัตรอาจมีความรับผิดทางอาญา เนื่องจากรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นใช้สิทธิแทนคน” นายนิพิฏฐ์ กล่าว 

นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวกำลังพยายามคิดช่วยอยู่ว่า จะให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2563 ไม่เป็นโมฆะ แต่พรรคภูมิใจไทย ต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย โดยทั้งนางนาทีและนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ต้องยอมรับสารภาพว่าไม่ได้กดบัตรลงด้วยตัวเองในมาตราใดบ้าง เพื่อที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญแยกการพิจารณาออกมาได้และเพื่อไม่ให้กระทบเสียงส่วนใหญ่ของการพิจารณางบประมาณ แต่หากทั้งสองคนไม่ยอมรับเท่ากับว่าจะเป็นไปแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้ว