ธอส. ลั่นทำยอดขาย-กำไร ปี 65 เข้าเป้าแน่ ย้ำชัด! ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ช่วยลูกหนี้ถึงสิ้นปี

  • ไม่หวั่นมาตรการตรึงดอกเบี้ยทำเงินหด 1,900 ล้านบาท 
  • ชี้ปี 66 ค่อยทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด โดยจะทยอยปรับตารางผ่อน
  • มั่นใจปีนี้ จะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 3 แสนล้านบาท ทำผลกำไรได้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ยืนยันจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าจนถึงปลายปี 2565 นี้แน่นอน แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม เนื่องจากธนาคารต้องการแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนี้ ก็จะมีผลทำให้ธนาคารรายได้หายไปกว่า 1,900 ล้านบาท

“สำหรับในปี 66 ธนาคารก็มีแผนที่จะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยจะมีการทยอยปรับตารางผ่อนในช่วงไตรมาส 1 ของปี 66 ซึ่งคาดว่าหากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ลูกค้าของธนาคารจะได้รับผลกระทบในหลักแค่พันบัญชี แต่หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.50% ก็จะมีลูกค้าได้รับผลกระทบขยับเพิ่มเป็นหลักหมื่นบัญชี ซึ่งหากเป็นเข่นนี้น ทางธนาคารก็ยังสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว จะเป็นกลุ่มที่กู้ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งการปรับอัตราชำระหนี้ก็จะไม่ได้เพิ่มสูงมาก”

นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า เมื่อมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว กลุ่มลูกค้าที่จะได้รับผลกระทบโดยหลักจะมี 3 กลุ่มได้แก่ ลูกค้าใหม่ที่จะทำสัญญากู้ ก็จะมีผลทำให้ได้วงเงินกู้ที่ลดน้อยลง เนื่องจากต้องเสียดอกเบี้ยมากขึ้น 2.กลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL อยู่แล้ว และอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งอาจจะมีภาระการผ่อนมากขึ้น 3. กลุ่มลูกหนี้ปัจจุบันที่อาจจะมีภาระการผ่อนชำระหนี้มากขึ้น เพราะเงินงวดไม่พอตัดต้นกับดอกเบี้ย 

“ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยก็อยากให้ลูกค้ามีความเข้าใจ อย่าวิตกกังวลจนเกินไปเมื่อดอกเบี้ยขึ้น รวมถึงขอแนะนำให้ไปดูสัญญาเงินกู้ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร หากเป็นสัญญาเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยคงที่ อาทิเช่น บ้านล้านหลัง ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะอัตราดอกเบี้ยยังคงที่นานถึง 4 ปี แต่หากเป็นเงินกู้ผูกกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง อาจจะได้รับผลกระทบบ้างในส่วนของลูกหนี้ที่มีวงเงินสูง”

ทั้งนี้ ทาง ธอส. ก็ยังคงมีนโยบายที่จะดูแลลูกหนี้ให้มากที่สุด เพราะมีการคำนวณเงินงวดที่มีความยืดหยุ่นรองรับไว้แล้วมากกว่าธนาคารทั่วไป ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงสำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยเงินกู้ปรับเพิ่มสูงคือ สินเชื่อที่มีการให้วงเงินสูง แต่ยอดผ่อนต่ำ รวมถึงสินเชื่อที่มีเงินทอน ที่ให้ราคาเงินกู้มากกว่าหลักประกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาง ธปท. สั่งให้จับตาดูเป็นพิเศษ

สำหรับในด้านผลการดำเนินงานปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ปัจจุบัน ณ วันที่ 20 ก.ย.65 สามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 197,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าปี 65 นี้ ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 300,000 ล้านบาท ขณะที่ด้านผลกำไรปีนี้ ก็มั่นใจว่าจะสามารถทำได้เข้าเป้าที่วางไว้ได้ที่ 13,000-14,000 ล้านบาท โดย ณสิ้นเดือน ส.ค.65 กำไรอยู่ที่ 9,075 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ธอส.เองยังได้มีการปรับแผนการระดมทุนเพื่อปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ดอกเบี้ยขาขึ้น โดยที่ผ่านมา ธอส.ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูง 18 เดือน พันธบัตร หรือสลากที่จะออกเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ เพื่อเป็นการล็อกเรตดอกเบี้ยในระดับไม่สูงมากนัก

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาท จาก 59,000 ล้านบาท มาอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท หรือ 4.41% อย่างไรก็ตาม แม้ NPL จะเพิ่มขึ้น แต่ทางธนาคาาเองก็ไม่มีความกังวล เนื่องจากลูกหนี้ NPL ดังกล่าวเป็นลูกหนี้ที่สามารถติดต่อได้ หรือยังเจอตัวอยู่ รวมถึงธนาคารมีการตั้งเงินสำรองหนี้อยู่ในระดับที่สูงเพื่อไว้รองรับในจุดนี้

นายฉัตรชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นเรื่องขอกระทรวงการคลัง ให้ขยายเวลาลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทั้ง 4 แห่ง จาก 0.25% เหลือ 0.125% ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงสิ้นปี 65 นี้นั้น ทางกระทรวงการคลัง ก็มีคำตอบมาว่าพร้อมพิจารณาในเรื่องดังกล่าว หากเป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ขณะที่แนวโน้มปี 66 ก็มีเรื่องที่ต้องจับตามอง คือ สินเชื่อจะร้อนแรงเหมือนปีนี้หรือไม่ รวมถึงแนวโน้ม NPL ที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในข่วงขาขึ้น โดยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด