ททท.ปี’67 ของบ 5,000 ล้าน แลกรายได้ 3 ล้านล้านบาท วัดใจ “รัฐบาลใหม่” หนุนท่องเที่ยว-ฝ่าด่าน 3 ความท้าทาย



  • ททท.เปิดแผนปี’67 ของบ 5,000 ล้านบาท แลกรายได้ 3 ล้านล้านบาท ทำสัดส่วนจีดีพี 16%
  • คาดได้งบฯ ล่าช้า 1-2 ไตรมาส เหตุรอตั้งรัฐบาลใหม่เตรียมทางออกให้ท่องเที่ยวเดินหน้าต่อได้
  • ชี้ท่องเที่ยวเสาหลักเศรษฐกิจชาติเจอ 3 ความท้าทาย รอยต่อผู้นำ-เศรษฐกิจโลก-งบประมาณช้าหรือได้ไม่ครบ

ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้จัดประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการททท. ประจำปี 2567 หรือ Tourism Authority of Thailand Action Plan 2024 : TATAP 2024 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ก้าวไปข้างหน้าให้ดียิ่งกว่า : Moving Forward to Better” โดยมีประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กรรมการผู้บริหาร ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. ทั่วโลก และทั่วประเทศ เข้าร่วมหารือกันระหว่างวันที่ 11 – 13 กรกฎาคม2566 ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นปีที่ได้เสนอขอใช้งบประมาณการท่องเที่ยวประจำปี 2567 (ระหว่าง 1ตุลาคม 2566-30กันยายน 2567) ภายใต้กรอบวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะนี้มีความเป็นไปได้จะเกิดความล่าช้าประมาณ 1- 2ไตรมาส เนื่องจากต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมทั้ง ททท.จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุมัติงบประมาณตามขั้นตอนของรัฐบาล

แต่ด้วยสถานการณ์ปี 2567 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นเสาหลักเดียวที่เหลืออยู่ในการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศต้องทำรายได้กว่า 3 ล้านล้านบาท จากตลาดต่างประเทศประมาณ 2.29 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 8.05 แสนล้านบาทขึ้นไป

ททท.จะทำรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาท หรือฟื้นการท่องเที่ยวกลับมาให้ได้ 100% ใกล้เคียงสถานการณ์ปกติปี 2562 ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันดำเนินงานภายใต้ “ความท้าทาย” 3 เรื่อง คือ

เรื่องที่ 1 รอยต่อผู้ว่าการที่ ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.คนปัจจุบันจะสิ้นสุดสัญญาจ้างวันที่ 31 สิงาหาคม 2566 แล้วส่งไม้ต่อภารกิจ ททท.ทั้งหมดให้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ที่ได้รับการคัดสรรและอนุมัติครบถ้วนถูกต้องแล้วให้รับตำแหน่ง “ผู้ว่าการ ททท.คนใหม่” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

เรื่องที่ 2 เศรษฐกิจทั่วโลก เกิดปัญหาเป็นวงกว้าง แล้วก็ต้องเฝ้าระวังวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เช่น ทั้งภัยธรรมชาติภัยอุณหภูมิโลกร้อนซึ่งมีผลต่อการเดินทางของนักเดินทางในตลาดโลก และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกหลากหลายอย่าง

เรื่องที่ 3 งบประมาณประจำปี 2567 มีสัญญาณจะนำมาใช้ได้ล่าช้า หรืออาจจะไม่ได้ครบตามเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มจากปีก่อน 3,258 ล้านบาท เพิ่มอีก 1,500 ล้านบาท รวมเป็นประมาณ 5,000 ล้านบาท

ดร.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องงบประมาณล่าช้า ททท.เตรียมทางออกเบื้องต้นเตรียมไว้แล้ว เพื่อให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยวิธีนำเงินบางส่วนที่มีอยู่มาใช้เดินหน้าทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปพลางก่อน เพื่อสร้างรายได้ท่องเที่ยวเข้าประเทศเป็นลำดับแรก ซึ่งมีความสำคัญมาก ตามแผนปี 2567 จึงพุ่งเป้าเน้นทำการท่องเที่ยวตลาดคุณภาพจากทั่วโลก ให้บรรลุผล 4 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 เพิ่มคุณค่าและมูลค่า ซึ่งจะเป็นปีแรกของ ททท.ในการทำแผนการตลาด “Resilience-ล้มแล้วลุกขึ้นให้เร็ว” หลังสถานการณ์โควิด-19 จะต้องช่วยกันนำท่องเที่ยวของไทยลุกขึ้นทันที ทำต่อเนื่องจากความสำเร็จหลังการเปิดประเทศ (Reopen) ไปพร้อมกับเร่งฟื้นตัว (Recovery) แล้วลุยขับเคลื่อนทำให้เกิดระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวใหม่(New Tourism Ecosystem) ที่มีความสมดุลระหว่างมูลค่าและคุณค่า โดย “คุณค่า” คือ คุณค่าของประสบการณ์(Value on Experience :VOX)

ส่วนที่ 2 สร้างประการณ์ท่องเที่ยวเพื่อ “เพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ย” จาก “ตลาดต่างประเทศ” เป็นกว่า 60,000 บาท/คน/ทริป สูงกว่าปัจตุบันทำได้กว่า 50,000 บาท/คน/ทริป และจากตลาดในประเทศ เพิ่มเป็น 3,700 บาท/คน/ทริป จากปุจจุบัน 3,400 บาท/คน/ทริป

สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของประเทศ ปี 2567-2570 จะต้องทำสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตามสัดส่วนดังนี้

ปี 2567 ทำรายได้ท่องเที่ยวให้ได้ 16 % ของจีดีพีประเทศ หรือประมาณ 3,098,606 ล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ2,298,968 ล้านบาท ตลาดในประเทศ 805,638 ล้านบาท

ปี 2568 ทำรายได้ท่องเที่ยวให้ได้ 19 % ของจีดีพีประเทศ หรือประมาณ 3,856,215 ล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ 2,930,723 ล้านบาท ตลาดในประเทศ 925,492 ล้านบาท

ปี 2569 ทำรายได้ท่องเที่ยวให้ได้ 22 % ของจีดีพีประเทศ หรือประมาณ 4,688,346 ล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ 3,656,910 ล้านบาท ตลาดในประเทศ 1,031,436 ล้านบาท

ปี 2570 ทำรายได้ท่องเที่ยวให้ได้ 25 % ของจีดีพีประเทศ หรือประมาณ 5,599,377 ล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ 4,479,502 ล้านบาท ตลาดในประเทศ 1,119,875 ล้านบาท

ส่วนที่ 3 สร้างความยั่งยืน แนวโน้มความสำคัญของความยั่งยืน สร้างกฎกติกาความรับผิดชอบต่อการท่องเที่ยวให้ชัดเจน หรือ ACT Responsility ครอบคลุมทั้ง 1.ความหลากหลายทางชีวภาพ 2.การเงินยั่งยืน 3.การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน 4.งานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.การเปบี่ยนแปลงด้านพลังงานและนวัตกรรม ให้สอดคล้องตามแนวขององค์การสหประชาชาติด้าน SDGs :Sustainable Developments Goals ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสหประชาชาติด้านการท่องเที่ยวโลก (UNWTO ) นำมาต่อยอดเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน ขณะที่ ททท. ขยายผลทำโครงการ STGs ยกระดับห่วงโซ่อุปทานผู้ประกอบการ หรือซัพพลายเชนให้เข้มแข็งก้าวสู่ลดการปล่อยมลพิษหรือคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ (Net Zero Emission) ด้วยการใช้คอนเซ็ปต์ TZX -Tourism Zero Carbon Exchange อันหมายถึง ททท.ต้องวางแผนสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนคาร์บอนให้เป็นผลสำเร็จ

โดยเฉพาะการพัฒนาฝั่งซัพพลายไซด์เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน (Build for the next chapter, Act responsibly) จะเร่งสร้างอุปทานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เน้นความยั่งยืนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ส่วนที่ 4 กระจายรายได้อย่างเท่าเทียม ทั้งกับภาคธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศในเมืองหลัก 22จังหวัดกระจายเชื่อมโยงต่อไปยังเมืองรองอีก 55 จังหวัด โดยการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยี และ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์แนวทางการทำตลาดอย่างสมดุลมากขึ้น

โดย ททท. จะส่งมอบบนพื้นฐานของคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกลับมาอย่างแข็งแกร่ง และสร้างความมั่นคงทางการท่องเที่ยว (Tourism Security) ซึ่งประกอบด้วย การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานบริการนักท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม การเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ

ผนวกกับ ททท.จะต้องเป็นผู้นำมุ่งเดินหน้าการท่องเที่ยวด้วย ZEST ประกอบด้วย Z: Zero in on Sustainability มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไปสู่ความยั่งยืน E: Expressive – Full of Meaningful สร้างโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความหมายและความสุขจากการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ S: Superior – Greater in Quality สร้างคุณภาพและมาตรฐานที่เหนือระดับในมิติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ T: Transformation – IT Modernization ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

หวังผลเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ (VOX) ควบคู่ไปกับการห่วงใยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หรือCARE ได้แก่ C : Caution เฝ้าระวัง บริหารความเสี่ยงจากอุบัติเหตุต่าง ๆ A : Aid in emergencies ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลนักท่องเที่ยวทันทีเมื่อเกิดเหตุ R: Remedy รักษาเยียวยาความรู้สึกจากเหตุที่ประสบ และ E: Escalate ยกระดับการป้องกันเหตุ ถอดบทเรียนเพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันเหตุในอนาคต

ดร.ยุทธศักดิ์ ย้ำว่า เชื่อมั่น ททท.พร้อมจะดำเนินงานภายใต้บริบทของ ZEST และ CARE ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสมดุล พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและคงความสำคัญการเป็น “กลไกสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจ” ของประเทศไทยต่อไป

ผลักดันให้การท่องเที่ยวปี 2567 กลับสู่ปกติ 100% สร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท ด้วยการล็อกเป้าหมาย Targeted & Keep Driving (Demand) ใน “เชิงคุณภาพ” เพิ่มทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและมีจิตสำนึกที่ดี กระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นและชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดสมดุลทุกพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ ททท. จะนำเสนอและแถลงทิศทางการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว ปี 2567 ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับทราบแนวทางในการร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen