ททท.บูมประจวบฯ 7 เดือน รายได้พุ่ง 2.38 หมื่นล้าน ตลาดในประเทศโตแรง



  • ททท.ดันท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ 7 เดือนแรกปี’66 รายได้พุ่ง 23,885 ล้านบาท
  • ครึ่งปีหลังตลาดในประเทศมาแรงเร่งกระจายเศรษฐกิจ 8 อำเภอ ขาย 5 กิจกรรมทำเงิน
  • “Food&Fashion”อาหารกับผ้า ชู The Link “ผ้าโขมพัสตร์หัวหิน” กับ “ผ้าล้านนาแพร่” ดีไซน์ลายใหม่ครั้งแรกของไทย

นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่าททท.กระตุ้นท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีชื่อเสียงเมืองท่องเที่ยว 3 อ่าวในช่วง 7 เดือนแรก ระหว่างมกราคม-กรกฎาคม 2566 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วทั้งหมด 6,598,820 คน แบ่งเป็น ตลาดในประเทศคนไทย6,302,919 คน และตลาดต่างประเทศมีต่างชาติเข้ามาเที่ยว 295,901 คน เพิ่มขึ้น 27.92% สร้างรายได้รวม 23,885.23 ล้านบาท จากคนไทย 20,911.44 ล้านบาท และต่างชาติ 2,973.79 ล้านบาท โดยสามารถทำอัตราการเข้าพักได้สูงถึง 73.99%

ปี 2565 มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 9.7 ล้านคน และหากใช้ฐานปี 2566 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละกว่า 900,000 คน สิ้นปีนี้คาดจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนประจวบคีรีขันธ์ 11.3-11.6 ล้านคน เพราะช่วงปลายปีเป็นฤดูท่องเที่ยวคนต้องการเดินทางมาพักผ่อนสูง

ดังนั้นปี 2566 ประจวบคีรีขันธ์จะเติบโต 20 % จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยแรก การรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ยไว้ให้เดือนละเกือบ 1 ล้านคน นับจากกรกฎาคมไปจนถึงธันวาคมนี้ อีก 5 เดือน ก็จะทำได้อีก 5 ล้านคน รวมเป็นประมาณกว่า 11 ล้านคน ตามที่ได้นำเสนอไว้ ปัจจัยที่ 2 การฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ปัจจัยที่ 3 แผนกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศพร้อมจะใช้การจัดกิจกรรม การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ศักยภาพของพื้นที่ แต่ก็ยังคงมีปัจจัยต้องเฝ้าระวังจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจึงต้องทำแผนบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วย

ขณะที่ “การใช้จ่ายเงินต่อคนต่อทริป” ขณะนี้ค่อนข้างดี แต่ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างเรื่อง “การกระจายตัวของนักท่องเที่ยว” ไปยังพื้นที่ตอนล่าง เนื่องจากในประจวบคีรีขันธ์มีทั้งหมด 8 อำเภอ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเลือกพักผ่อนอยู่บริเวณหัวหินหนาแน่นมาก จะต้องส่งเสริมขยายไปยังพื้นที่ต่อเนื่องใน ทับสะแก บางสะพานน้อย โดยใช้วิธีสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่นใกล้เคียงด้วย

รวมทั้งได้กำหนดทิศทางเป้าหมายการพัฒนาประจวบคีรีขันธ์ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปลายปี 2566 ต่อเนื่องถึงปี 2567 จะเน้น การท่องเที่ยวอย่างยิ่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายของทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน พร้อมกับมุ่งเน้นกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยส่งมอบประสบการณ์คุณค่าและความหมายทางการท่องเที่ยวให้ทุกคน

นายอาชวันต์ กล่าวว่า ช่วงตั้งแต่กันยายน-ธันวาคม นี้ จะนำเสนอสินค้าในท้องถิ่นที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายเงินไฮไลต์ 5 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 งาน Wine Expo 2023 ของกลุ่มผู้ประกอบการไวน์จำนวน 50 ราย 128 แบรนด์ จาก 11 ประเทศ งาน Hua Hin Wine Expo ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2566 งานไวน์ที่ใหญ่ที่สุดในหัวหิน มีผู้ผลิตไวน์อย่างน้อย 50 ราย จัดการแสดงมากกว่า 120 แบรนด์ มากกว่า 11 ประเทศ นำโดยแบรนด์ยอดนิยม เช่น IWS (International Wines & Spirits) , Siam Winery , Noble Marketing , McQuillan Wines มาร่วมแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจร่วมกัน ดึงดูดตลาดคุณภาพใช้จ่ายเงินสูงเข้าสู่หัวหิน

กิจกรรมที่ 2 วิ่งและดูเหยี่ยว “เหยี่ยวเขาโพธิ์รัน@ไชยราช 2023” วันที่ 22 ตุลาคม 2566 อำเภอบางสะพานน้อย ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มเฉพาะที่ชอบดูนกเป็นอย่างมากเพราะมีเพียงปีละครั้งจึงจะมีโอกาสได้ดูนกเหยี่ยวอพยพหนีหนาวช่วงปลายปี ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากบางสะพานน้อย ไปยังแหล่งท่องเที่ยวเนินทรายงาม ทำให้เที่ยวได้ 2 จังหวัด ทั้งประจวบคีรีขันธ์และชุมพร

กิจกรรมที่ 3 “อลิอันซ์ อยุธยา เวิลด์ รัน ไทยแลนด์ ซีรีส์ 2023” ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ปราณบุรี คาดจะมีนักวิ่งร่วมจำนวนหลายหลายพันคน

กิจกรรมที่ 4 Hua Hin YOGA Festival ช่วงปลายปี 2566 เปิดคลาสโยคะให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ โดยครูโยคะที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ไฮไลท์จัดคลาสโยคะบริเวณชายหาดหัวหิน

กิจกรรมที่ 5 การท่องเที่ยวรับปีใหม่ 2567 โดยภาคเอกชนต่าง ๆ ในประจวบคีรีขันธ์ จะส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปลายปี และสร้างสีสันการท่องเที่ยวต้อนรับปีใหม่ 2567

ส่วนการนำเสนอขาย “สินค้าการท่องเที่ยว 5 F” ของประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีทรัพยากรท่องเที่ยวหลากหลาย รวมถึงมีสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยว

โดยจะนำซอฟท์ เพาเวอร์ ความเป็นไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5 F มุ่ง 2 F แรกเป็นไกหลักทำรายได้ คือ F1 :Food/อาหาร กับ F2 : Fashion/ผ้าพื้นเมือง เนื่องจากในมิติของอาหาร ประจวบคีรีขันธ์มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งมาจากภาคเกษตรกรรม พืชสวน พืชไร่ ภาคประมง ภาคอุตสาหกรรมเกษตร มีทุนวัฒนธรรมซึ่งมีอัตลักษณ์สูง เป็นรากฐานสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้จังหวัด จึงต้องนำเอาความแข็งแกร่งของภาคเกษตรและอาหาร มาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ใช้กลไกภาคการท่องเที่ยวเข้ามาผนึกกำลังขับเคลื่อน

ยกตัวอย่าง การสร้างสรรค์เส้นทางการท่องเที่ยวสายอาหาร การนำเอาผลผลิตทางเกษตร ประมง เช่น ทุเรียนป่าละอูปลานวลจันทร์ทะเล มะพร้าวทับสะแก สัปปะรดของประจวบคีรีขันธ์ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนภาคอื่นหรือนักท่องเที่ยว เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ นำไปสู่การสร้างกระแสประสบการณ์การท่องเที่ยวในเชิงอาหาร

บางช่วงเวลาที่ราคาผลผลิตต่ำ อย่างน้อยพี่น้องเกษตรกร ยังมีเครื่องยนต์ด้านการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย หรือถ้าผลผลิตดีภาคการท่องเที่ยวก็เป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของพี่น้องเกษตรกร

ส่วน F2 : Fashion ทางประจวบคีรีขันธ์มีผ้าโขมพัสตร์ หรือ ผ้าเขาเต่า มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ สามารถทำให้เกิดการต่อยอด การพัฒนา การสื่อสารแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำไปสู่การรังสรรค์นวัตกรรมความเป็นผ้า ให้งอกงามขึ้นอีก ไปสู่สายตานักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังมี F อื่น ๆ เช่น F3 :Fight การต่อสู้มวยไทย ผนวกเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในประจวบ F4 :Film มีเช่นเดียวกันมีกองถ่ายภาพยนต์หลายแห่งเข้ามาเลือกทำเลสวย ๆ ด้วย

โดยเฉพาะ โครงการ The Link Local to Global ของททท.ทางประจวบคีรีขันธเลือกนำ “ผ้าโขมพัสตร์”ของหัวหินประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่กว่า 75 ปี มาผสานกับผ้าตีนจกของล้านนาจังหวัดแพร่ สร้างจุดขายเส้นทางและสินค้าการท่องเที่ยวแพร่-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีไฮไลท์รังสรรผ้าจังหวัดแพร่กับประจวบคีรีขันธ์สืบทอบรากวัฒนธรรมผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นรังสรรค์ “นวัตกรรมผ้าลายใหม่” ของเมืองไทย ใช้เป็นแนวคิดส่งเสริมสินค้าและบริการท่องเที่ยวเส้นทางสายผ้าของทั้งสองจังหวัด ให้เกิดจุดเด่นการท่องเที่ยวเส้นทางสายผ้าอย่างแท้จริง พร้อมจะขยายผลต่อเนื่องในระยะต่อไป ให้เกิดความสำเร็จอีก 3 แนวทาง ประกอบด้วย

แนวทางที่ 1 มุ่งสร้างการรับรู้ความแตกต่างที่มีเสน่ห์ของทั้ง 2 เมืองให้กับนักท่องเที่ยว การเชื่อมกันระหว่างประจวบคีรีขันธ์และแพร่ ในเรื่อง เส้นทางการท่องเที่ยวสายผ้า/คราฟท์ และ สินค้าการท่องเที่ยว

แนวทางที่ 2 ต่อยอด ขยายผล เรื่อง “ผ้า” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของ 5F อาทิ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องผ้าในเชิงลึกการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของบุคลากรด้านผ้า

แนวทางที่ 3 ทั้ง 2 จังหวัดวางอนาคตจับมือกันทำกิจกรรมทางการตลาด การสื่อสารประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เป็นอีกทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ สร้างการท่องเที่ยวสู่ความมั่นคงยั่งยืน

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen